ก้าวไปพร้อมกับจาตุรนต์ ฉายแสง | Walk with Chaturon Chaisang (officially).


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ด้านสังคม 
พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีความมั่นคง
นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ 
น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ 
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 
นายฐานิสร์ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 
นางบุญรื่น ศรีธเรศ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 
นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
นายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกฯรัฐมนตรี และรัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬา
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายภูมิ สาระผล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายธีระ วงศ์สมุทร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายวิทยา บุรณศิริ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
นางสุกุมล คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ จบปริญญาตรีจากสหรัฐอเมริกา เป็นผู้กว้างขวางใน จ.นครปฐม เริ่มเล่นการเมืองเมื่อปี พ.ศ.2531 และเคยดำรงตำแหน่ง รมช.คมนาคม
ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/60451
ซึ่งเมื่อวานนี้ (11 สิงหาคม 2554) ทางผู้ใหญ่หลายๆฝ่าย ทั้งเสื้อแดง นักวิชาการ และอีกหลายฝ่ายต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์กัน โดยผมจะของเลือกแต่ละฝ่ายมา ซึ่งคนที่อ่านแล้วเข้าตาคือคุณใบตองแห้งจากเว็บประชาไท โดยมีได้โพสต์ไว้ดังนี้
5.5 หรือ 5.1 ก็ได้ ขอให้เกิน 5 หมายความว่าไม่ถึงกับยี้ แต่แย่!
พูดอย่างให้ความเป็นธรรมหน่อย คะแนนสูงสุดจริงๆ ที่ผมเตรียมไว้คือ 7 เพราะเรารู้กันอยู่ว่าในระบบพรรคการเมือง โควตายังมีความสำคัญ แต่ถ้าจัดคนให้ตรงกับความสามารถบ้าง ผสมโควตาบ้าง ก็ยังพร้อมจะให้ 7
แต่พอเห็นรายชื่อที่ผิดฝาผิดตัวไปหมด ผมก็ได้แต่ส่ายหัว สงสารธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล กับกิตติรัตน์ ณ ระนอง ทั้งสองคนคงไม่เห็นชื่อ ครม.อีก 32 คนก่อนตกปากรับคำมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
นั่นคือชื่อบวกที่มีอยู่ไม่กี่คน ส่วนที่พอไปวัดไปวาได้ ก็เช่น พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม พิชัย นริพทะพันธ์ รมว.พลังงาน โอเค เพราะทำงานให้พรรคมาตลอด อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที โอเค เพราะมีผลงานเมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้าน
แต่ที่ผิดฝาผิดตัวก็เช่น ปลอดประสพ สุรัสวดี ซึ่งควรเป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลับไปเป็น รมว.วิทยาศาสตร์ โดยปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข มาจากไหนไม่ทราบ มาเสียบแทน (ว่ากันว่าเป็นโควตาของยุทธ ตู้เย็น)
วิทยา บูรณศิริ อดีตประธานวิป ทำงานหนักให้พรรค ควรได้เป็นรัฐมนตรี แต่หาที่ให้ลงไม่ได้รึไง ถึงส่งไปกระทรวงสาธารณสุข (มืออย่างวิทยาเนี่ยนะ จะไปลองของกับพวกหมอพันธมิตรและสานุศิษย์หมอประเวศ เตรียมเก็บศพได้เลย)
วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ก็เป็นอีกคนที่ทำงานให้พรรคมาตลอด สมควรได้เป็นรัฐมนตรี ตามที่ตกลงกันก่อนเลือกตั้งจะให้เป็น รมว.เกษตร ซึ่งยังนับว่าเหมาะสม แต่พอยกกระทรวงเกษตรฯ ให้พรรคชาติไทยไป หาที่ลงไม่ได้ พ่อเลี้ยงวรวัจน์ก็กลายเป็นครูวรวัจน์หน้าตาเฉย ทั้งที่บุคลิกไม่ให้เลย (บุคลิกเอาไว้ไล่จับนักเรียนตีกัน) ทั้งที่พรรคมีคนเหมาะสมอยู่แล้วคือ อ.ภาวิช ทองโรจน์
รายที่ผิดฝามากที่สุดเหมือนเอาฝาขนมถ้วยมาใส่ขนมครก คือสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ยินชื่อแล้วแทบหงายหลัง จะเอาสุรพงษ์ไปรบกับใคร ถามว่าสุรพงษ์ควรได้เป็นรัฐมนตรีไหม จากบทบาทที่ผ่านมา ก็ควรได้เป็น แต่ไม่ใช่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างที่สุด ในแง่ของการสานต่อภาพลักษณ์รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ที่นานาประเทศกำลังอ้าแขนรับ เปิดแนวรบทางสากลกลับมาโอบล้อมฝ่ายอำมาตย์ ปิดโอกาสรัฐประหารในอนาคต
รัฐมนตรีต่างประเทศควรเป็นนักการทูต หรือมีบุคลิกของนักการทูต เป็นที่ยอมรับของข้าราชการ และมีเกียรติประวัติเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ มองยังไงสุรพงษ์ก็ไม่มีลิ้นการทูต ไม่มีบุคลิกสุขุมนุ่มลึก (หรือนุ่มตื้นซักนิดก็ยังดี) และไม่ทะเลาะกับข้าราชการก็บุญโขแล้ว
พูดอย่างให้ความเป็นธรรมหน่อย คือการตั้งรัฐบาลที่ต้องรอ กกต.เล่นว่าวอยู่ 1 เดือนเต็ม ทำให้สื่อไม่มีงานทำ พากันออกโผออกโพลล์แทงเต็งแทงโต๊ดกันดาษดื่น จริงมั่งเท็จมั่ง แต่มีชื่อคนนั้นคนนี้ให้ประชาชนคาดหวัง ว่า ครม.ยิ่งลักษณ์จะมีภาพลักษณ์ที่สวยหรู เช่นรัฐมนตรีต่างประเทศจะเป็นคนนอก เป็นทูตคนนั้นคนนี้ พอออกมาจริงๆ ก็ทำให้ประชาชนร้องยี้ มากกว่าเลือกตั้งปุ๊บตั้งรัฐบาลปั๊บ
แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าจัดสรรให้เหมาะ มันก็ยังดูดีกว่านี้ คือยังไงๆ ประชาชนก็ไม่ได้หวังสูงเลิศลอย เราพอยอมรับกันได้หรอกน่า กับชื่ออย่างสุรวิทย์ คนสมบูรณ์, ภูมิ สาระผล, กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์, บุญรื่น ศรีธเรศ, สุรพงษ์ อึ้งอำพรวิไล, ชูชาติ หาญสวัสด์, ฐานิสร์ เทียนทอง, พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ, นาย ก. นาย ข. จอห์น โด ฯลฯ ที่มาเป็นรัฐมนตรีช่วย
แต่ตำแหน่งหลัก อย่างน้อยก็จัดให้เหมาะสมบ้างสิครับ ไม่ใช่เอาเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ไปดูแลนโยบายหลัก ค่าแรง 300 บาท ทั้งที่พรรคมีตัวบุคคลเหมาะสมอยู่แล้วคือจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตปลัดกระทรวง
แม้มีเสียงนินทาว่า จารุพงศ์ก็มีเส้น เป็นสายตรงพจมาน แต่ถ้าจัดคนให้เหมาะสมกับงาน ไม่ว่ามาจากระบบโควตาหรือเส้นสายใคร ก็ยังพอรับได้ เหมือนวิกรม คุ้มไพโรจน์ แม้ได้ชื่อว่าใกล้ชิดทักษิณ แต่อดีตทูตลอนดอนก็ยังเหมาะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศมากกว่าจอมลุยอย่างสุรพงษ์
กระทรวงกลาโหม เป็นอีกกระทรวงที่สำคัญที่สุด เพราะต้องคุมทหารให้อยู่ รัฐมนตรีต้องมีบารมี พร้อมกับมีหัวคิดเรื่องปฏิรูปกองทัพ หรือถ้าไม่มีบารมี ก็ต้องมีจุดยืนที่เข้มแข็ง ในการต่อสู้กับ “อำมาตย์” แม้ไม่ถึงขั้นหักด้ามพร้าด้วยเข่า
ถามว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา มีคุณสมบัติอะไรบ้าง ไม่มีเลย เคยเป็น รมช.กลาโหมมาแล้วก็เป็นประเภทความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏ ซึ่งก็เหมือนชีวิตราชการของ พล.อ.ยุทธศักดิ์นั่นเอง ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นน้องชายเสธแอ๊ว พล.อ.ยุทธศักดิ์ก็เป็นเหมือนพลเอกธรรมดาที่มีอยู่ทั่วไปแทบทุกซอยในกรุงเทพฯ
ที่ ตท.10 ติงว่าไม่มีความสามารถด้านความมั่นคง วิสัยทัศน์ไม่ดีพอ และไม่เคยช่วยเหลืองานพรรค เป็นความจริงทุกอย่าง สมัยเป็นฝ่ายค้าน พล.อ.ยุทธศักดิ์เข้าพรรคไม่กี่ครั้ง และเข้าทางประตูหลัง แต่พอมีชื่อเป็นแคนดิเดทรัฐมนตรี ก็โผล่มาเข้าประตูหน้าเพื่อให้นักข่าวสัมภาษณ์
เทียบกับชื่ออื่นๆ ที่มีโผมาก่อนหน้านี้ พล.อ.ยุทธศักดิ์อยู่ที่โหล่ แม้แต่นายทหาร ตท.10 อย่าง พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี ยังเหมาะสมกว่า
แต่แน่นอนว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับทักษิณ (เสธแอ๊วก็มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับทักษิณ) สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ก็เป็นญาติทักษิณ หลายคนใน ครม.เช่น พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก, พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ล้วนเป็นสายตรงทักษิณ อีกหลายคนเป็นคนในสายพจมาน หรือเจ๊แดง เช่น สันติ พร้อมพัฒน์ (ลดชั้นจากคมนาคมไปพัฒนาสังคม)
ภาพรวมของ ครม.แม้จะบอกว่าส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานให้พรรค เป็น ส.ส.ที่ไม่ทิ้งพรรค แต่ที่ซ้อนกันอยู่ในนั้นคือ เป็นคนที่ทักษิณไว้วางใจเป็นส่วนตัว กับเป็นตัวแทนระบบโควตา ซึ่งทั้งสองส่วนเข้ามากลบภาพแรก สิ่งที่ขาดหายไปคือคนทำงานให้พรรคที่ไม่ได้เป็นผู้ใกล้ชิดทักษิณ ไม่ได้บินไปหา “นายใหญ่” ถึงดูไบบ่อยๆ ซึ่งพรรคการเมืองก็ไม่ต่างจากบริษัทหรือราชการ คนที่ใกล้ชิดนายไม่ใช่คนทำงานเสมอไป มีหลายคนที่เขาทำงานจริงโดยไม่สอพลอเสนอหน้า
เสื้อแดงผิดตรงไหน
อีกส่วนสำคัญที่ขาดหายไปคือความเชื่อมโยงกับฐานมวลชนของตัวเอง นั่นคือคนเสื้อแดง
ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้บอกว่าต้องตั้งณัฐวุฒิเป็นรัฐมนตรี แต่ถ้าแกนนำ นปช.คนไหนมีความสามารถมีความเหมาะสมทำไมจะตั้งให้ดำรงตำแหน่งไม่ได้ ถ้าหาคนที่เหมาะกว่าได้จะไม่ว่าเลย แต่กลับไปเอาสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ มาแทนณัฐวุฒิ
หรืออย่างที่พวกหมอพยาบาลออกมาต่อต้านพ่อไอ้ปื๊ดไม่ให้เป็น รมว.สาธารณสุข ถามว่าใครในพรรคเพื่อไทยที่เหมาะจะเป็น รมว.สาธารณสุขที่สุด หมอเหวงไงครับ อย่างน้อยหมอเหวงกับพวกหมอชนบท และสานุศิษย์ทั้งหลายของหมอประเวศ ก็พูดภาษาเดียวกัน ร่วมมือกันได้เมื่อเป็นการทำงานเพื่อประชาชน และรู้ทันกัน ดักคอกันได้ ในทางการเมือง
แต่แน่นอน หมอเหวงเพิ่งเป็น ส.ส.สมัยแรก จะข้ามรุ่นไปเป็นรัฐมนตรีก็กระไรอยู่
คนที่ใกล้ชิดผูกพันกับมวลชนเสื้อแดง ที่เหมาะจะเป็นรัฐมนตรีมากที่สุด คือ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย เพราะเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างเข้มแข็ง พร้อมกับทำงานให้พรรคอย่างเข้มแข็ง
อันที่จริง พ.อ.อภิวันท์เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นประธานรัฐสภา เพราะการทำหน้าที่รองประธานตลอดสมัยที่ผ่านมา เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย พ.อ.อภิวันท์เป็นเสื้อแดง แต่นั่งบัลลังก์แล้วทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ไม่ไว้หน้าใคร แม้แต่ ส.ส.เพื่อไทยด้วยกันก็ยังโวย แต่แน่นอน พอเป็นแคนดิเดท ฝ่ายตรงข้ามอย่าง ปชป.หรือพวกสลิ่ม ก็ออกมาดิสเครดิต พ.อ.อภิวันท์ด้วยข้อหา “เสื้อแดง” “โรมานอฟ” เพื่อทำลายตัวบุคคลที่เหมาะสมที่สุด
ถ้าวัดกันด้วยความเข้มแข็ง มั่นคง มีบุคลิกผู้นำ พ.อ.อภิวันท์เหนือกว่า “ขุนค้อน” ทุกเม็ด แต่ถ้าวัดกันด้วยระบบโควตา (และจำนวนเที่ยวบินไปดูไบ) “ขุนค้อน” ย่อมเหนือกว่า ผมเข้าใจว่า พ.อ.อภิวันท์ไม่อยากเป็นประธานสภาด้วยนั่นแหละ อยากเป็นรัฐมนตรีมากกว่า จึงถอนตัว แต่ท้ายที่สุด ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีที่เหมาะสม พ.อ.อภิวันท์ก็ถอนตัวอีก
อันที่จริง เสธเปียน่ะเป็น รมว.กลาโหมได้สบายๆ นะครับ เพราะเป็นนายร้อย จปร.เหรียญทอง ซึ่งมีแค่ 2 คนในประวัติศาสตร์ จปร.อีกคนคือ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมยิ่งลักษณ์-ทักษิณต้องแคร์กระแสไม่เอาเสื้อแดงเป็นรัฐมนตรี ซึ่งจุดมาจากพวกสลิ่ม และกระพือต่อโดยพวก ส.ส.เพื่อไทยเองที่กลัวแกนนำ นปช.แย่งโควตา ที่พูดอย่างนี้ผมไม่ได้ต่อสู้เพื่อณัฐวุฒิ และไม่ได้บอกว่าณัฐวุฒิคือตัวแทนของมวลชนเสื้อแดงทั้งประเทศ แต่อย่างน้อย ถ้ามีชื่อณัฐวุฒิใน ครม.ก็จะเป็นสัญลักษณ์ว่ารัฐบาลยังแคร์มวลชนเสื้อแดง ผู้ถือโควตาใหญ่ที่สุดในพรรคเพื่อไทย
พอโผชัดเจนตอนเย็น บังเอิญผมเปิดวิทยุเจอรายการพชรกับวิสุทธิ์ 96.5 วิสุทธิ์ถามว่า อย่าง พล.ต.ท.ชัจจ์ ไม่ใช่เสื้อแดงหรือ พชรบอกว่า “เสื้อดำมากกว่า” แล้วก็ฮากลิ้งทั้งคนพูดคนฟัง
นั่นคือการเลือกแบบทักษิณ
ซึ่งเมื่อมองภาพรวมทั้งหมด ผมชักจะเชื่อว่า ทักษิณไม่อยากกลับบ้าน เพราะรายชื่อ ครม.อย่างนี้ ทำให้กระแสตอบรับที่มีต่อนายกฯหญิง เปลี่ยนจากลำไม้ไผ่เป็นบ้องกัญชา ลดอายุรัฐบาลตัวเองลง สมมติวางแผนยุบสภาใน 2 ปี ก็อาจเหลือปีครึ่ง หรือเผลอๆ ฉิบหายก่อนหน้านั้น
ชัยชนะถล่มทลายที่ได้มาด้วยพลังประชาธิปไตยของประชาชน ด้วยกระแสที่อยากเห็นประเทศกลับเข้าสู่ภาวะประชาธิปไตยปกติ กลายเป็น “เสียของ” ด้วยระบบโควตาที่ต้องแบ่งสันปันเก้าอี้ให้กลุ่มก๊วน และการปูนบำเหน็จให้เฉพาะคนไว้วางใจใกล้ชิด
ผลที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลจะทำงานด้วยความยากลำบาก เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายที่หาเสียงไว้ เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปศาลและกระบวนการยุติธรรม เพื่อลดอำนาจฝ่ายอำมาตย์ (มิพักต้องพูดถึงการนิรโทษกรรมที่ยิ่งไกลออกไปอีก ไม่ต้องกลับเมืองไทยแล้วมั้งชาตินี้)
ตรงกันข้าม นี่คือการเปิดจุดอ่อนช่องโหว่ให้ฝ่ายอำมาตย์และสมุนสลิ่มเริ่มตีโต้ เตะสกัด ขัดขา ซึ่งถ้ารัฐบาลล้มเพราะกลไกตุลาการภิวัตน์หาเรื่องถอดถอน ยุบพรรค ก็ยังกลับมาได้ แต่ถ้าล้มเพราะความไร้ประสิทธิภาพหรือความฉ้อฉลของนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเอง ก็อาจแพ้ทั้งกระดาน
ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ก้าวพลาดไปหนึ่งก้าวแล้ว จากที่ตั้งท่าสวยหรู ก้าวต่อไปต้องดูว่าจะกล้าปฏิรูปประชาธิปไตยแค่ไหน เพียงไร เพราะนักการเมืองพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจนักหรอก อยู่ที่กระแสมวลชนเท่านั้นว่าจะผลักดันได้เพียงไร
นี่เป็นภาระหนักของนักประชาธิปไตยและมวลชนเสื้อแดงที่ยกระดับคุณภาพแล้ว เพราะต้องสนับสนุนและต้องต่อสู้เรียกร้อง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไปพร้อมๆ กัน แต่เราเชื่อมั่นในมวลชน ไม่ใช่เชื่อมั่นนักการเมือง พลังมวลชนจะไม่ถอยกลับ เหมือนอย่างกระแสต้าน ม.112 ที่เข้มแข็งและกว้างขวางขึ้นทุกวัน โดยไม่แยแสว่ายิ่งลักษณ์พูดอย่างไรหลังรับพระบรมราชโองการ
ใบตองแห้ง
10 ส.ค.54
ที่มา: http://www.prachatai3.info/journal/2011/08/36434
ต่อมาผมขอเลือกนักข่าวหรือ commentator โดยคนที่ผมมองว่าวิเคราะห์ได้ค่อนข้างตรงและเป็นกลางแล้ว ผมขอเลือกคุณปลื้ม (หม่อมหลวงณัฐกรณ์ เทวกุล) ได้พูดไว้ใน Daily Dose โดย สามารถติดตามได้ที่นี่ครับ
http://shows.voicetv.co.th/the-daily-dose/16071.html
คุณปลื้มได้พูดเรื่องเกี่ยวกับทีมเศรษฐกิจ โดยได้วิเคราะห์จากมุมมองของตัวเองและจากมุมมองของสื่ออื่นๆที่วิเคราะห์ถึงครม. คุณยิ่งลักษณ์ครับ
ส่วน กลุ่มสุดท้ายคงขาดไปไม่ได้ เพราะเป็นเสียงส่วนมากที่เลือกพรรคเพื่อไทย คือความเห็นของเสื้อแดงครับ โดยผมขอเลือก อ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ครับ โดยท่านได้เขียนบทความไว้ดังนี้
นักการเมืองพรรคเพื่อไทยจำนวนมากคงมองว่า การแต่งตั้งแกนนำเสื้อแดงเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ “จะสร้างภาพไม่ดี” ก็คงจริงถ้าคิดว่า “ภาพที่ดีของ ครม.” คือภาพของผู้ที่จะไม่ทำอะไรเลยเพื่อพัฒนาสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม
การทื่ ครม. ใหม่มีคนอย่าง เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งเป็นนักการเมืองรูปแบบเก่าที่มีภาพเป็นนักเลง เป็นต้นตำรับการสร้างสองมาตรฐานทางกฏหมายในกรณีลูกชายอันธพาล และมีข้อกล่าวหาว่า อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้า(เซ็นเซอร์) สร้างภาพอะไร?
ผมไม่รู้จัก พล .อ. ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เขาอาจเป็นคนดีที่รักประชาธิปไตยก็ได้ ผมไม่ทราบและไม่วิจารณ์เขาเป็นส่วนตัว
แต่คำถามคือ เมื่อไรประเทศไทยจะสร้างวัฒนธรรมที่รัฐมนตรีกลาโหมต้องเป็นพลเรือน? เมื่อไรจะต้องมีการลาออกจากตำแหน่งทางทหารหรือตำรวจ ก่อนที่จะมาเป็น สส. หรือรัฐมนตรีได้?
เรื่องนี้สำคัญเพราะถ้าเราจะมีประชาธิปไตย และประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินจริง ทหารต้องถูกบังคับให้ยุติบทบาททางการเมืองโดยสิ้นเชิง และกองทัพต้องรับใช้ประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ไม่ใช่ว่ากองทัพรับใช้ผลประโยชน์ตนเองแล้วมาอ้างว่าทำ “เพื่อกษัตริย์” โดยปิดปากคนที่คัดค้านด้วยกฏหมาย 112
การสร้างภาพของ ครม. และรัฐบาลใหม่ นอกจากจะมีเรื่องบุคคลที่นั่งเก้าอี้แล้ว ยังมีภาพประธานสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ต้องคลานเข้าไปหาคนที่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง
ในประเทศอังกฤษ เวลาราชินีเปิดสภา ราชินีถูกบังคับให้อ่านนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง
อีกภาพหนึ่งที่เราเห็นกันคือการไว้ทุกข์ของ ครม. ผมอยากถามว่า เมื่อไรจะมีการไว้ทุกข์ให้คนเสื้อแดงที่เสียสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย และต้องตายจากมือทหาร? ถ้าไว้ทุกข์ให้เสื้อแดงไม่ได้ อย่าไปหวังว่าจะนำคนที่สั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล
ถ้าถาพ “ที่ดี” ของ ครม. ปัจจุบัน เป็นภาพเน่าๆ แบบนี้ ผมขอฟันธงว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ไม่มีแกนนำเสื้อแดงใน ครม. เพราะเดี๋ยวก็จะเปรอะเปื้อนไปด้วย
แต่มันมีสาเหตุสำคัญกว่านี้ที่แกนนำเสื้อแดงไม่ควรรับตำแหน่งใน ครม. เพราะประวัติศาสตร์การเมืองสากลมีตัวอย่างของรัฐบาลที่นำคนก้าวหน้าเข้ามาใน ครม. เพื่อสร้างภาพ ปิดปาก คุม และนำมาเป็นพวก
คนก้าวหน้าดังกล่าวจะโดนกดดันจากนักการเมืองล้าหลัง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ใน ครม. ให้คล้อยตามคนส่วนใหญ่
ตัวอย่างที่ดีคือการนำ สส. ฝ่ายซ้ายมาเป็นรัฐมนตรีแรงงานใน ฟิลิปปินส์ และอังกฤษ ในไทยกรณีที่อันตรายที่สุดคือการเอาแกนนำเสื้อแดงมาเป็นรัฐมนตรียุติธรรม แล้วพอรัฐบาลไม่ทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหานักโทษ หรือการฆ่าประชาชนโดยทหาร ก็โยนความรับผิดชอบให้รัฐมนตรีคนนั้น
ดีแล้วครับที่แกนนำเสื้อแดงไม่อยู่ในสถานะแบบนั้น
การที่แกนนำเสื้อแดงไม่ได้มีตำแหน่งในรัฐบาลใหม่ เป็นโอกาสทองสำหรับขบวนการเสื้อแดงที่จะพิสูจน์ความอิสระจากพรรคเพื่อไทย และออกมาชุมนุมและรณรงค์ให้ ปล่อยนักโทษการเมือง ลงโทษผู้สั่งฆ่าประชาชน ยกเลิกการเซ็นเซอร์สื่อและกฏหมาย 112 ปฏิรูปกองทัพ และเรื่องสำคัญๆ อื่นๆ ที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยและเสรีภาพ เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะรับประกันว่าวีรชนจะไม่ตายเปล่า และเสื้อแดงในคุกจะไม่ถูกขังลืม
คำถามสำคัญคือ แกนนำเสื้อแดงพร้อมที่จะรับภาระนี้หรือไม่ หรือจะมีส่วนร่วมในการสลายเสื้อแดงเพื่อยอมจำนน?
บางคนอาจบอกให้เรา “ใจเย็น” แต่ช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพิสูจน์ว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศต่อต้านเผด็จการทหารและการฆ่าประชาชน เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดที่จะรุกสู้และลดบทบาทอำมาตย์ อย่างที่ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เสนอ
“ไม่ควร(มีใคร)ที่จะบอกให้พี่น้องเสื้อแดงถอย ท่านควรจะนำทวงความยุติธรรมให้กับพี่น้องที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ถ้าเราไม่ใช้เวลานี้รุกสะสางเรื่องนี้ จะรอให้รุกเวลาไหน จะรอเวลาที่อำมาตย์เข็มแข็งอย่างนั้นหรือ เราควรกำหนดเวลา 1 เดือน เอาพี่น้องของเราออกจากเรือนจำ 3 เดือนต้องสะสางคดีการสังหารหมู่ประชาชน และชดเชยชดใช้เยียวยาวีรชน.... ถ้าถอยหมายถึงสลาย ... รอให้อำมาตย์แข็งแรง กลับมาสังหารพี่น้องเสื้อแดงอีก”
การเลือกตั้งที่ผ่านมามีความสำคัญในประเด็นเดียวเท่านั้น คือการพิสูจน์ว่าคนส่วนใหญ่ไม่เอาทหารเผด็จการและอภิสิทธิ์มือเปื้อนเลือด การมีรัฐบาลใหม่ของพรรคเพื่อไทยจะมีความหมายเป็นสูญ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นเราเลิกเกรงใจพรรคเพื่อไทยได้แล้ว ถ้าจำเป็นต้องค้านรัฐบาลหรือกดดันรัฐบาล เสื้อแดงต้องทำ
เพราะเราไม่ใช่พวกเดียวกันถ้าทอดทิ้งเพื่อนได้ง่ายแบบนี้
ที่มา: http://thaienews.blogspot.com/2011/08/blog-post_11.html
สุดท้ายนี้ สำหรับความคิดเห็นผมแล้ว ผมมองว่าไม่ว่าจะเป็นใครหรือคนไหนเข้ามาบริหารกรทรวงใด ผมยังคงให้โอกาสและไม่ตัดสินก่อนที่ยังไม่ได้มี “ผลงาน”ครับ เราคงต้องรอดูต่อไป 6 เดือนนับจากนี้ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร ก็ขอให้พวกเราช่วยตรวจสอบด้วยนะครับ
ด้วยความจริงใจ
กิตติพงษ์ ราชเกษร
บ.ก.
ปล. หากท่านใด จะเสนอแนะและติชม สามารถส่งมาได้ที่ pong.chaturon.net@gmail.com ครับ
กดแสดงความคิดเห็น
Comment by นายธนินท์ชัย กิตติวิศิษฏ์ on September 1, 2011 at 22:58
Comment by กิตติพงษ์ ราชเกษร on August 14, 2011 at 22:05
Comment by นพดล นนทะภา on August 13, 2011 at 0:46 ผมทำงานที่ลาวมา6ปี ตอนนี้ทำงานอยู่ทีพม่า เข้าปีที่2แล้ว
ประวัติศาสตร์ของไทยที่เคยร่ำเรียนมา กับประวัติศาสตร์ของลาวที่ผมรับรู้
รวมถึงประวัติศาสตร์พม่าที่มีกับไทย ใครจะหาว่าผมเนรคุณแผ่นดินก็ช่าง
แค่ผมอยากบอกความรู้สึกของผมให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ผมไม่เหมือนเดิม ผมตาสว่างแล้ว
ไม่เกี่ยวกับคุณทักษิณ ไม่เกี่ยวกับคุณจตุพร ไม่เกี่ยวกับคุณณัฐวุฒินะครับ
แต่ผมมั่นใจว่าผมรู้อะไรใน....มากกว่าคนไทยเกิน1ล้านคน
Comment by กิตติพงษ์ ราชเกษร on August 12, 2011 at 20:21 ขอบคุณมมากครับ คุณ นพดล นนทะภา
เราคงยังต้องติดตามกันต่อไปครับ ส่วนในเรื่องของการตี้งรัฐบาลนั้น มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ผมไม่สามารถบอกออกมาได้ครับ
Comment by นพดล นนทะภา on August 11, 2011 at 20:46 เห็นด้วยกับคุณกิตติพงษ์อย่างยิ่งครับ เราต้องให้โอกาสรมต.ชุดนี้ทำงานก่อน อย่าเพิ่งติหรือเสียอารมณ์กับครม.ชุดนี้เลยครับ
แม้จะไม่เห็นด้วยในบางกระทรวง(ต่างประเทศ)ก็ตาม เมื่อเรามอบอำนาจให้คุณยิ่งลักษณ์แล้ว เราควรยอมรับในการตัดสินใจของคุณยิ่งลักษณ์เหมือนกัน เหมือนที่คุณกิตติพงษ์บอก 6เดือนจากนี้จะดีขึ้นหรือแย่ลงพวกเราต้องประเมินผลงานของรมต.แต่ละคน
บางทีรมต.ต่างประเทศอาจจะทำงานโดดเด่นที่สุดก็ได้ใครจะไปรู้ ในเมื่อเราเป็นคนเลือกพวกเขาเข้ามาแล้ว เราต้องรับผิดชอบ
กับการตัดสินใจของเราเอง (แต่ไม่ใช่ว่าเราจะยอมทุกอย่างนะครับ) อย่างน้อยที่สุด
รัฐมนตรีชุดนี้ก็มาจากระบอบประชาธิปไตย ต้องมีความรู้และความสามารถกว่ารัฐมนตรีที่มาจากสนามบิน มาจากสันติอโศกแน่นอนครับ
ปล.ผมดีใจมากที่ตัวเงินตัวทองสมสู่กันที่ทำเนียบ เพราะเป็นวันสุดท้ายที่พวกมัน(ตัวเงินตัวทอง)จะได้สมสู่กันที่ทำเนียบ
เฉกเช่นที่เคยผ่านมา ต่อไปพวกมัน(ตัวเงินตัวทอง)คงจะได้สมสู่กันเป็นที่เป็นทางซะที
ประเทศไทยจงเจริญ......................
© 2012 Created by Chaturon Network.
You need to be a member of Chaturon Network. to add comments!
ร่วมเป็นสมาชิก Chaturon Network.