การเมืองเป็นเรื่องอาสา ใครๆ ก็ทราบและนักการเมืองหลายท่านก็บ่นโอดครวญในเรื่องนี้ให้เราได้ฟังกันเป็นกิจวัตร จนทำให้ใครหลายๆ คนพากันนึกอนาทรกันว่านักการเมืองนี่ช่างเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐที่น่าเลื่อมใส ยอมทนทุกข์ทำงานอาสาเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย
งานอาสาที่เราเห็นๆ กันอยู่มีหลายรูปแบบ แต่ที่น่าจะทำให้คนหลงใหลและเป็นที่นิยมคืองานอาสาด้าน “การเมือง” เพราะในแต่ละครั้งที่มีการสมัครรับเลือกตั้ง ใครต่อใครก็เห็นได้ว่ามีผู้คนให้ความสนใจลงสมัครเพื่อแข่งขันกันทำงาน “อาสา” ให้กับประเทศชาติและประชาชนกันมากเพียงใด ไม่นับรวมพวกที่สมัครแล้วไม่สามารถลงเลือกตั้งได้ กลุ่มนี้หากทำสถิติกันจริงๆ น่าจะมีเป็นหมื่นคน
ทำไมงานการเมืองถึงได้เป็นที่สนอกสนใจของใครหลายๆ คน?
สมัยที่พลตรีจำลอง ศรีเมืองเป็นผู้ว่ากรุงเพทฯ มหานคร ภาพลักษณ์ที่ติดดินและสมถะเป็นภาพที่ถูกใจคนกรุงฯเป็นที่สุด เนื่องเพราะภาพอย่างนี้เป็นภาพของความพอเพียงและไม่ยึดติด ลาภยศและทรัพย์สินคงไม่ต้องพูดถึง ไอ้อาบน้ำวัน ๕ ขันก็คงจะประทับตราได้ว่าพอแล้วเรื่องทรัพย์สมบัติ จะมากินเล็กกินน้อยหรือโกงกันเป็นขนานใหญ่นั้นไม่น่าจะมีแน่ ในสายตาคนกรุงที่มองพลตรีจำลอง ศรีเมือง
นายชวน หลีกภัยก็มีภาพของนักกิจกรรมประชาธิปไตยที่แนบแน่นกับการเมืองที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่โกงกิน และเป็นผู้ที่มีทิฐิสูง ใครจะทำอะไรที่นอกลู่นอกทางนายชวนเป็นต้องอบรม หากเป็นข้าราชการประจำในสมัยที่นายชวนเป็นนายกฯ ก็คงจำบรรยากาศได้ หรือกระทั่งนักการเมืองประชาธิปัตย์เองก็คงตระหนักในข้อนี้ดี และภาพนี้ก็ติดตาประชาชนมาจนทุกวันนี้คือนายชวนไม่โกง ภาพลักษณ์สะอาด เช่าบ้านเพื่อนอยู่ที่ซอยคนชื่อเหล็ง
มาสมัยที่นายสมัครเป็นนายกฯ บ้านเมืองมีความวุ่นวายตามสมัยนิยม กลุ่มก้อนต่างๆ พากันเอ็ดตะโรไล่ทุกหย่อมหญ้า ภาพนายสมัครเป็นคนอารมณ์ร้าย ฉุนเฉียว แต่ติดตลกและหนักไปในทางจู้จี้ขี้บ่น แบบคนแก่ทั่วไป
สมัยยุคท่านผู้นำจอมพลแปลกเป็นนายกฯ ภาพท่านผู้นี้คือภาพลักษณ์ที่เด็ดขาดและชาตินิยมหัวรุนแรงและออกจะไม่ชอบคนในวังเท่าไหร่ ส่วนยุคจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอมก็คล้ายๆ กันกับยุคของตั่วเฮียของทั้งสองคือจอมพลแปลก แต่ทั้งสองดูเหมือนจะได้ใจคนในวังค่อนข้างมาก
ที่น่าสนุกก็คือยุคของงคนชื่อทักษิณ ชินวัตร ยุคนี้ทำให้หลายๆ คนนึกไปถึงยุคจอมพลแปลก ผสมยุคพลเอกชาติชาย แต่ที่เด็ดคือภาพลักษณ์ตอนเริ่มแรกของคนชื่อทักษิณนั้นติดชั้นอัศวิน ชาวบ้านร้านตลาดพากันเทใจให้กับอดีตนายกฯคนนี้กันเป็นทิวแถว
แต่ภาพลักษณ์นั้นก็หมดไปเมื่อภาพลักษณ์ใหม่มาแทนที่คือ โกงชาติ ทำลายสถาบันฯ จะเป็นประธานาธิบดี มีชู้ รวยเพราะทุจริต ขายชาติ เลว ฯลฯ ยุคนี้เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน มีคนที่ไม่น่าจะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป “เกิด” ในยุคนี้หลายคน และมีชื่อทำมาหากินได้จนมาถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้เรามีนายกฯ ของประเทศไทยชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีภาพลักษณ์ที่สะอาด บริสุทธิ์ ไม่โกง ไม่คิดจะโกงและตั้งใจทำงานเพื่อบ้านนี้เมืองนี้มาตั้งแต่สมัยเริ่มออกจากครรภ์มารดาเลยก็ว่าได้ เพราะเท่าที่ฟังสรรพคุณ พระเดชพระคุณท่านบอกว่าจะเล่นการเมืองตั้งแต่ยังเยาว์ และก็สมปรารถนาได้นั่งเก้าอี้มหาเสนาบดีประเทศไทย
งานอาสาที่นั้นประเสริฐและสมควรจะสนับสนุน บรรดาผู้ที่อาสาเหล่านั้น ไม่ว่าอาสาจะทำอะไร งานใด หรือเมื่อใด สังคมไทยกับการอาสานั้นเป็นของคู่กันและคำว่าอาสาดูจะเป็นคำที่ฟังแล้วต้องลงทุนลงแรงและไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้าน อาจจะต้องเสียเวลาและเปลืองแรงเปลืองตัวในบางครั้งด้วยซ้ำไป แต่ประเทศนี้ก็มีคนประเภทที่พร้อมจะทำงานจำพวกนี้อยู่เยอะ และก็เช่นกันมีคนที่ไม่อยากทำอยู่ไม่น้อย
ใครจะอาสาทำให้เด็กไร้บ้านได้มีบ้านอยู่ มีการศึกษาหรืออาสาไปเป็นตัวแทนประเทศทำโน่นทำนี่ก็ทำไป ผลกระทบย่อมเกิดแก่เขาเหล่านั้นและคนพวกนั้นเท่านั้น และอาจจะกินขอบเขตไปที่สังคมแล้วแต่กรณี แต่งานอาสาที่เป็นงานการเมืองนั้นต่างออกไป และจำเป็นต้องต่างเพราะงานอาสาประเภทนี้เอาชีวิตประชาชนทั้งเป็นเดิมพัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ทำให้คน ๑๐-๒๐ คนสุขใจหรือมีความสุขหากประสบผลสำเร็จหรือหากไม่ประสบผลสำเร็จก็ไม่ได้ทุกข์มากไปกว่าเก่า
แต่การเมืองนั้นผูกโยงประชาชนเข้าด้วยกัน และพันธะสัญญาที่ว่านั้นเราเรียกว่า “ความรับผิดชอบ” เมื่อมีผู้อาสาเข้ามาทำงานการเมือง ประชาชนก็ต้องเลือกคนที่อาสาว่าสมควรหรือไม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ที่ท่านเหล่านั้นอาสามา หากประชาชนอนุมัติ คนเหล่านี้ก็เข้ามาทำงานได้ และพันธะสัญญาก็ได้เริ่มมาตั้งแต่ได้รับฉันทามติจากประชาชนนั่นแล้ว
ใครจะทำงานอาสาที่ว่านี่ได้ดีแค่ไหนประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ผ่านกระบวนการหลากหลายทางสังคม
การเมืองเป็นเรื่องอาสา และการเมืองเป็นเรื่องของประชาชน เพราะฉะนั้นหากงานอาสาที่พวกท่านทำอยู่ไม่เกิดประโยชน์หรือหนำซ้ำอาจจะเกิดโทษแก่ประชาชน พวกท่านคิดว่าประชาชนมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรได้บ้าง
ภาพลักษณ์ที่ดีหรือไม่ดีนั้นเป็นเพียงใบประกันราคาก่อนเข้ารับใช้ประชาชน แต่ผลงานที่ท่านได้ทำและตกไปถึงประชาชนต่างหากเป็นสิ่งที่จะตัดสินได้ว่า “งานอาสาที่ท่านทำประสบผลสำเร็จหรือไม่?”
การเมืองเป็นเรื่องอาสา เพราะฉะนั้นหากจะทำงานการเมืองและคิดว่าจะอาสามาทำให้ประชาชนแล้ว ก็คิดให้ดีว่าเรื่องที่ทำหากทำแล้วประชาชนได้อะไร? และหากคิดในมุมกลับถ้าหากไม่ทำประชาชนน่าจะได้อะไร?
ประเทศนี้ไม่ได้มีแค่คนอาสา แต่ยังมีเจ้าของประเทศด้วยและเจ้าของประเทศอยากได้คนที่ทำงานเป็น จะอาสามาหรือไม่ก็ตาม
You need to be a member of Chaturon Network. to add comments!
ร่วมเป็นสมาชิก Chaturon Network.