Chaturon Network.

ก้าวไปพร้อมกับจาตุรนต์ ฉายแสง | Walk with Chaturon Chaisang (officially).

จาตุรนต์ แจงตัวเลขบ่งชี้เศรษฐกิจ ระบุรัฐบาลล้มเหลวเรื่องเศรษฐกิจ ความสมานฉันท์ ภาคใต้ ปราสาทเขาพระวิหาร การคอร์รัปชั่น

“จาตุรนต์” วิจารณ์ “6เดือนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ความล้มเหลวจากที่มาและกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย”
เห็นว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถบริหารงานได้ ยกความล้มเหลว 5 ประเด็น


เตือนประเทศไทยมีวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตการเมืองพร้อมกันหนักหนาสาหัสในรอบหลายสิบปี เสนอเร่งแก้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรม

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่โรงแรมเรดิสัน พระราม 9 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงถึง 6 เดือนรัฐบาลอภิสิทธิ์ “ความล้มเหลวจากที่มาและกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย”ว่า

ผมไม่ค่อยได้แสดงความคิดเห็นเรื่องการเมืองบ่อยนัก ถึงตอนนี้เห็นว่ามีโอกาสครบ 6 เดือนของการบริหารรัฐบาลปัจจุบัน น่าจะได้แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ผลงานรัฐบาลเสียบ้าง เมื่อก่อนเคยวิจารณ์การทำงานของคมช. ในการติดตามผลงานการทำงานรัฐบาล พบว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่ต้องประสบวิกฤตทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน ทำให้ประเทศไทยประสบวิกฤตหนักหนาสาหัสมากกว่าครั้งใดในรอบหลายสิบปี ในการที่จะต้องมารับกับวิกฤตอย่างนี้ และพบว่ารัฐบาลปัจจุบันประสบความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง


โดยที่ในวันนี้ผมจะวิจารณ์ผลงานด้านต่างๆหรือความล้มเหลวในด้านต่างๆ 5 เรื่อง คือ

1.การแก้ปัญหาเศรษฐกิจการ
2.แก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมและการสร้างสมานฉันท์
3.การแก้ปัญหาภาคใต้
4.กรณีปราสาทพระวิหาร
และ 5.การทุจริตคอร์รัปชั่น

ในทั้ง 5 ด้านพบว่าความล้มเหลวที่สำคัญเกิดจากที่มาและกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

ที่มาของรัฐบาลไม่เป็นประชาธิปไตย และเนื่องจากการมีใช้กติกาที่ไม่ประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรม ทำให้เป็นปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล รวมทั้งรัฐบาลมาจากความขัดแย้ง และปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ โดยไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้

นายจาตุรนต์กล่าวว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากประชาชนในการเลือกตั้ง แต่มาจากการใช้กติกาและกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาเปลี่ยนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมาแทนที่โดยอาศัยหลายฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาชนมาสนับสนุน จึงเป็นรัฐบาลที่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยผู้ตั้งตัวเองเป็นรัฐบาล มีความเกรงอกเกรงใจมากเป็นพิเศษ จนรัฐบาลนี้ไม่อาจจะเป็นตัวของตัวเองได้ จากสภาพความขัดแย้งที่มาอย่างต่อเนื่องจากความไม่เป็นประชาธิปไตยและความไม่เป็นธรรม ทำให้ไม่มีทางที่จะสร้างบรรยากาศของการลงทุนให้เกิดขึ้นได้

นอกจากนั้นที่สำคัญรัฐบาลนี้ยังขาดความสามารถในการบริหาร กำหนดนโยบาย การสั่งการ การประสาน ปรึกษาหารือกับผู้รับผิดชอบงานในด้านต่างๆ ดังนั้นจะเห็นผู้นำของรัฐบาลหรือ คนสำคัญของรัฐบาล จะเน้นการพูด การชิงไหวชิงพริบ รวมถึงคนในรัฐบางส่วนเน้นการทำลายฝ่ายตรงข้ามมากกว่าที่จะหาทางแก้ปัญหาของบ้านเมือง

ปัญหา 5 ประเด็นที่สะท้อนความล้มเหลว เรื่องแรก คือ “เศรษฐกิจ” ในการแก้ปัญหาพบว่าล้มเหลวในแง่การกำหนดนโยบาย กำกับดูแลบนโยบายไปสู่การปฏิบัติ จนกระทั่งได้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าควรจะเป็น มากกว่าที่รัฐคาดการณ์หรือรัฐบาลได้บอกล่าวกับประชาชนไทย กรณีตัวเลขเศรษฐกิจที่หดตัว 7.1 ของไตรมาสแรกของปีนี้ และยังพบว่าการลงทุนลดลงอย่างมากเป็นประวัติการณ์ คือดัชนีการลงทุนภาคเอกชนลดลงตลอด 5 เดือนแรก ในเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวลดลง 16.5 เปอร์เซ็นต์ ถึงสิ้นปี 51 ธนาคารปล่อยสินเชื่อ สินเชื่อธนาคารอยู่ที่ 6.7 ล้านล้าน บาท พอสิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เหลือ 6.5 ล้านล้านบาท ซึ่งหายไป 2 แสนล้านบาท
การส่งออกในเดือนพฤษภาคมออกลดลง 26.6 เปอร์เซ็นต์ ติดลบตั้งแต่การส่งออกเริ่มลดลงในเดือนพฤศจิกายน 51 การท่องเที่ยวเดือนพฤษภาคมลดลงเหลือ 912,000 คน ติดลบ 22.2 เปอร์เซ็นต์เป็นยอดนักท่องเที่ยวต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อเดือนในรอบหลายปี นอกจากนั้นราคาสินเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ได้มาในเดือนพฤษภาคม ลดลง 18 .40 เปอร์เซ็นต์ ลดลงมากพิเศษเหมือนกัน การที่มีปัญหามากๆอย่างนี้ ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เน้นการใช้จ่ายภาครัฐด้วยการขาดดุลมีผลน้อยเนื่องจากขาดดุลมากกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ คือรัฐบาลได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจผิดพลาดและยังขี้แจงกับประชาชนไปในทางที่ผิดพลาดด้วย

การใช้จ่ายตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็เป็นไปอย่างช้ามาก จนกระทั่งไม่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกเหลืออีกเพียง 3 - 4 เดือนเท่านั้น ต้องปิดงบในเดือนกันยายน การเบิกจ่ายมาจนถึงเดือนพฤษภาคม มีแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ ในบางโครงการเป็นตัวเลขที่ต่ำมากจนน่าตกใจ ทำไมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงล้มเหลวมากอย่างนี้ แล้วเราก็พบว่าขณะนี้มีหนี้สินมหาศาลเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีได้แค่ปลอบใจว่ารัฐบาลจะเป็นคนใช้หนี้ ประชาชนไม่ต้องใช้ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะเอาเงินส่วนตัวมาหรืออย่างไร
เศรษฐกิจมาอยู่ในสภาพอย่างนี้ รัฐบาลประเมินต่ำ ไม่พูดความจริง ไม่ทำให้คนเห็นว่านี่คือวิกฤตเศรษฐกิจที่ร้ายแรง ในเมื่อการใช้จ่ายของภาครัฐมีข้อจำกัดมาก คือรายได้หายไปอย่างผิดคาด ต้องกู้หนี้ยืมสินแล้วก็ยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ต้องไปใช้ชดเชยเงินคงคลัง ในระหว่างนี้รัฐบาลละเลยที่จะมาให้ความสนใจกับปัญหาการส่งออก การท่องเที่ยวและราคาพืชผลเกษตร ก็คือไม่ได้สนใจการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ทั้งของรัฐและเอกชนอย่างเพียงพอ

ไม่สามารถดูแลเงินบาทในการใช้ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ทั้งมาจากข้อจำกัดของกฎหมายที่ให้อำนาจอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมากไปและขาดการปรึกษาหารือ การแบ่งกระทรวงที่พรรคแกนนำไม่ได้ดูแลกระทรวงหลัก เหลือเพียงกระทรวงคลังกระทรวงเดียว ทำให้รัฐบาลนี้ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีกำกับกระทรวงต่างๆไม่ได้ ทำให้ไม่มีการกำหนดนโยบาย ไม่มีการสั่งการในทางนโยบายที่จะไปแก้ปัญหา

รัฐบาลต้องสาระวนอยู่กับการพยายามแสวงหาผลประโยชน์ตามกระทรวง กับการต่อรองผลประโยชน์ที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ จนกระทั่งไม่สามารถทำเรื่องใหญ่ๆร่วมกันได้ ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดคือการเช่ารถเมล์ 4 พันคัน ปัญหาการจำนำข้าว ขายข้าวขาดทุน จนบัดนี้รัฐบาลยังไม่มีนโนบายที่เป็นข้อสรุปว่านโยบายสำหรับพืชผลเกษตรจะใช้นโยบายอะไร ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมราคาสินค้าเกษตรจึงมีปัญหามาก โดยไม่มีใครดูแล ประกอบกับรัฐบาลนี้การขาดประสบการณ์ในการบริหารงาน นั่นเป็นปัญหาเศรษฐกิจ

เรื่องที่สอง คือการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม และสร้างความสมานฉันท์ ผมมีความเห็นว่ารัฐบาลนี้ยังไม่ได้แสดงความเข้าใจว่าประเทศมีวิกฤตความขัดแย้งในสังคม ไม่เข้าใจว่าสังคมได้มีวิกฤตแตกแยกร้าวลึกกว่าที่ผ่านมาในอดีต ที่ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ได้เข้าใจต้นเหตุของปัญหาหรือมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องพยายามให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาหาทางออกที่ยั่งยืน คือ การแก้กติกา สร้างค่านิยม วัฒนธรรมที่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย
ตอนเกิดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐบาล รัฐบาลได้เลือกที่จะใช้มาตรการทางทหารที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยรัฐบาลได้ไตร่ตรองไว้ก่อน และมีการเตรียมการมาอย่างแยบยล เป็นมาตรการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ใช้ปราบปรามประชาชนแบบผิดกฎหมาย พร้อมทั้งยังส่งเสริมการใช้กระบวนการยุติธรรมแบบ 2 มาตรฐาน แม้จะมีทีท่าอยู่บ้างว่าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเมื่อมีการประชุมร่วมกันของ 2 สภา เนื่องจากมีการเสนอข้อมูลที่แตกต่างกันของรัฐบาล แต่ว่าเมื่อทำงานไประยะหนึ่งปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงใจ นายกรัฐมนตรีไม่ได้แสดงความเห็นอะไรเท่าไหร่ พรรคประชาธิปัตย์ไม่แสดงความเห็นอะไรต่อการแก้รัฐธรรมนูญ และยังให้อดีตหัวหน้าพรรคถึง 2 คน มาแสดงความเห็นในทางไม่เห็นด้วยต่อการแก้รัฐธรรมนูญ หรือไม่เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นต้นเหตุของปัญหา

ประเด็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ในสังคมไม่อาจแก้ได้ เพราะบุคลิกของนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์เอง ทั้งนายกรัฐมนตรี โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคและบุคคลอื่นๆ เน้นการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง บางคนถึงขั้นเกะกะระรานรายวัน หรือไม่ก็ใส่ร้ายดื้อๆ ยกกรณีครั้งหลังสุดกรณีแผนตากสิน 2 เป็นต้น กุเรื่องขึ้น ใส่ร้ายกันดื้อๆ ใครถามก็บอกว่าผ่านตามาแล้ว อะไรผ่านตาก็ไม่รู้ สุดท้ายคือไม่มีจริงเลย อันนี้คือไม่มีทางที่จะสร้างความสมานฉันท์ได้ ถ้าไม่แก้ที่ตนเหตุ ที่ความไม่เป็นประชาธิปไตย หรือความไม่ยุติธรรมในประเทศนี้
เรื่องที่สาม ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิ่งน่าเป็นห่วง ผมไม่ค่อยวิจารณ์เรื่องนี้ ยังคงยืนยีนท่าทีแบบเดิมมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีว่ากรณีปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้ามีอะไรจะช่วยสนับสนุนได้ยินดีที่จะช่วยเสมอ รวมทั้งรัฐบาลชุดนี้ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็ยินดีเสมอ แต่ต้องยอมรับว่า น่าเป็นห่วงมากที่ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีระดับความรุนแรงที่สูงขึ้น ทั้งๆที่ได้ทุ่มงบประมาณไปมาก แต่กลับไม่เกิดผล แล้วก็ทั้งๆที่ประกาศเป็นนโยบาย จะแก้ให้ได้ ลดปัญหาให้ได้ภายใน 99 วัน

ที่เป็นปัญหาอย่างนี้ เพราะรัฐบาลไม่ได้ให้เวลา และรัฐบาลไม่สามารถนำกองทัพได้จริง บางเรื่องยังตกลงกับกองทัพ ผู้นำกองทัพไม่ได้ ด้วยเหตุจากการที่รัฐบาลต้องอยู่ในสภาพที่ต้องเกรงใจกองทัพ เพราะกองทัพเป็นคนตั้งตนเองมาเป็นรัฐบาล เลยทำให้การนำของรัฐบาลต่อกองทัพไม่สามารถทำได้

ยิ่งไปกว่านั้น การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับสูงยังไม่ได้แสดงความเข้าใจความหมายของคำว่า “การเมืองนำการทหาร” เลย อันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่มากที่ผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยผู้บัญชาการกองทัพบกเองเมื่อไม่เข้าใจเรื่องการเมืองนำการทหารแล้ว คุยกับนายกฯก็คุยไม่ค่อยได้ด้วย ทางรัฐบาลก็ไม่แสดงความเข้าใจ การเมืองนำการทหารแปลว่าอะไร การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงไม่สำเร็จ ทำกันอยู่อย่างนี้ ไม่ยกเครื่องทำกันอย่างจริงจัง ปัญหาก็จะเลวร้ายลงไปอีก
เรื่องที่สี่ คือ กรณีปราสาทพระวิหาร มาถึงวันนี้ยิ่งเกิดความชัดเจนว่าได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ จากกรณีปราสาทพระวิหาร และอาจทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์มากกว่านี้มากขึ้นได้อีก ปัญหาใหญ่สุด อยู่ที่นายรัฐมนตรีมีทิฐิ ไม่ยอมรับความผิดพลาดที่ได้ทำไว้ พูดไว้ ในขณะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ก่อนมาเป็นรัฐบาล คำพูดที่ว่า ที่ดินใต้ปราสาทและที่ดินบริเวณปราสาทยังเป็นของไทย ทั้งๆที่ศาลโลกตัดสินไปนานแล้วว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ภายในเขตประชาธิปไตยของกัมพูชา
รัฐบาลนี้มีนายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ นายกษิตประกาศบนเวทีพันธมิตรฯ จะนำปราสาทพระวิหารคืนจากกัมพูชา รวมทั้งรัฐมนตรีกษิตและพรรคประชาธิปัตย์ยังระบุว่าประเทศไทยยังสงวนสิทธิท้วงคืนปราสาทพระวิหาร ตรงนี้เข้าใจว่ารวมถึงนายกฯอภิสิทธิ์ด้วย ยังสงวนสิทธิทวงคืนปราสาทพระวิหาร หากค้นพบหลักฐานใหม่ทวงคืนได้ตลอดเวลา เพราะไม่มีกำหนดอายุความ ตามข้อ 60 รัฐธรรมนูญศาลโลก ซึ่งเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกับกระทรวงการต่างประเทศ ขัดกับสภาความมั่นคงของไทยเอง เป็นความขัดแย้งกับประเทศไทยเอง

แต่ที่สำคัญคือว่า ที่แสดงความเห็นเหล่านี้ไปแล้ว เมื่อมาถึงปัจจุบันเพื่อเอาชนะคะคานทางการเมืองกับนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีก็ออกมายืนยันความเห็นเดิม และทั้งหมด คือทั้งนายกรัฐมนตรีรัฐบาล และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศปัจจุบัน ไม่ได้แสดงความยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตเลยแม้แต่น้อย ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมจะทำให้เกิดความรู้สึกในทางไม่ดีจากฝ่ายรัฐบาลและประชาชนกัมพูชาต่อไป
เรื่องที่ห้า คือเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ที่สำคัญคือปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ในปัจจุบันไม่มีการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากกติกากำหนดไว้เป็นอย่างนั้น คือมีองค์กรที่ทำหน้าที่การตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น อย่าง ป.ป.ช. สตง. แต่บุคลากร กรรมการต่างๆที่รับผิดชอบ ล้วนมาจากคมช.ทั้งสิ้น ซึ่งทำให้องค์กรตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ และองค์กรเหล่านี้เอียงมาทางรัฐบาลนี้อยู่แล้ว เพราะว่ามาจากสายเดียวกัน ทำให้เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้ง่าย ดูจากกรณีที่ขัดแย้งกันอยู่ เช่น กรณีรถเมล์ 4 พันคัน กรณีการขายข้าวที่กระทรวงพาณิชย์ก็น่าเป็นห่วงอยู่แล้ว พรก. 4 แสนล้านยิ่งเป็นเหมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาล

สรุปได้ชัดเจนรัฐบาลล้มเหลวทั้ง 5 เรื่อง ความล้มเหลวคือการขาดประสบการณ์ของพรรคแกนนำ มีที่มาที่ไม่ชอบธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย การแบ่งงานไม่สามารถแบ่งงานให้สอดคล้องกับคนที่ทำงานหรือพรรคที่ทำ แบ่งไปแล้ว ขาดไปแล้ว คุยกันไม่ได้ กลับต้องเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาลและกองทัพ จนไม่เป็นตัวของตัวเอง เรื่องทั้งหมดนี้นอกจากเกิดจากความขาดความสามารถขาดประสบการณ์ ที่มาที่ไม่ชอบธรรม ทำให้รัฐบาลนี้ไม่สามารถอยู่ในสภาพที่จะนำพาหรือปรึกษาหารือ คิดนโยบายร่วมกันแล้ว ยังเกิดจากการขาดความเข้าใจว่าประเทศนี้อยู่ในวิกฤตทั้งเศรษฐกิจและวิกฤตการเมืองที่ร้ายแรงกว่าครั้งไหนๆในรอบหลายสิบปี
บทบาทของนายกรัฐมนตรีดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แต่อาจจะไม่เล็ก คือ กิจกรรมของนายกฯดูเหมือนว่าการจัดคิวบทบาทมันค่อนข้างเลื่อนลอย ไม่อยู่กับเรื่องใหญ่ๆ เรื่องที่ต้องการการแก้ไขรีบด่วน ต้องการความชัดเจนในทางนโยบาย ต้องการการสั่งการ บัญชาการจากนายกฯ เมื่อไม่มีกิจกรรมแบบนี้ นานเข้า สิ่งที่พูดก็ลอยไปด้วย กรณีการพูดว่าตัวเลขเศรษฐกิจติดลบ 7 เปอร์เซ็นต์ ก็บอกว่ายังดีกว่าบางประเทศ พูดลักษณะปลอบใจไป แต่ว่าเนื่องจากติดบุคลิกของพรรคประชาธิปัตย์ที่ชอบชิงไหว ชิงพริบ เอาชนะทางการเมือง ก็เลยยิ่งกลายเป็นว่าสิ่งที่พูดลอยห่างออกจากการปฏิบัติที่เป็นจริง

เรื่องที่วิจารณ์ไปแล้ว ก็หวังว่าบางเรื่องจะเป็นประโยชน์ ปรับการทำงาน เพิ่มการให้ความสำคัญทางด้านนโยบาย การดูแลนโยบาย การประสานงาน การสั่งการ ให้มากขึ้น ที่สำคัญมากคือว่ารัฐบาลนี้ต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่ว่าประเทศอยู่ในวิกฤตที่ร้ายแรง และถ้าไม่แก้วิกฤตที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะวิกฤตประชาธิปไตยและความไม่เป็นธรรม ความขัดแย้งก็จะดำรงอยู่ไม่สิ้นสุด หรือจะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อประเทศพบวิกฤตทางการเมืองที่รุนแรงอย่างนี้ ก็ยากมากแล้วที่จะแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ยิ่งมาเจอกับรัฐบาลที่มีที่มาอย่างนี้ด้วย ถ้าไม่รีบแก้ปัญหากติกาให้ถูกต้อง ไม่รีบแก้ให้เกิดความยุติธรรมจริงๆ แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ แก้กติกาให้หมด เริ่มต้นกันใหม่ ให้ประชาชนตัดสิน หารัฐบาลที่ชอบธรรม หารัฐบาลที่มีความชอบธรรมในการบริหาร ถ้าไม่รีบทำอย่างนี้ปัญหาจะร้ายแรงมากขึ้น และผู้ที่เกิดความเสียหายไม่ใช่ใครอื่น ก็คือประชาชนทั้งประเทศนั่นเอง หวังว่าบางเรื่องรัฐบาลจะรีบนำไปพิจารณา
ประเด็นสุดท้าย มีคนถามผมว่าอยู่เรื่อยๆเหมือนกัน คือ เรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ผมเคยเป็นประธานคณะกรรมการดูแลเรื่องไข้หวัดนกมาก่อน ก็อยากจะให้คำแนะนำว่าปัญหาไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 เพราะปัญหาไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่เป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งประเทศวิตกห่วงใย เรื่องนี้ได้สะท้อนความสามารถในการบริหารงานของรัฐบาลอย่างชัดเจน คือ ไม่ให้ข้อมูลชัดเจน ปิดบังอยู่ นโยบายไม่ชี้แจง ไม่มีการให้คำแนะนำอย่างเป็นระบบอย่างวิทยาศาสตร์ให้คนเข้าใจได้ง่ายว่าติดโรคจากอะไร ได้อย่างไร ป้องกันได้บ้าง
ยกกรณีภาพข่าวทหารทั้งกรม ทั้งกองร้อยมีการล้างมือในกาละมัง 2 ใบ และมีผ้าเช็ดมืออยู่ผืนเดียว บอกว่าป้องกันได้แล้ว มีการล้างถนนเป็นระยะๆ เสมือนเป็นมาตรการป้องกันได้แล้ว ซึ่งไม่ตรงเลย ไม่มีการสรุปเชิงสถิติว่าติดเชื้อจากอะไร เกิดจากพฤติกรรมอย่างไรจึงติดโรค สถิติข้อมูลในประเทศต่างๆ เป็นอย่างไร แล้วเปรียบเทียบกับประเทศไทยเป็นอย่างไร นาทีนี้ทำไมไม่ใช้ทีวีพูลอย่างจริงจัง แนะนำประชาชนอย่างขนานใหญ่ คนจะได้ลดความหวาดกลัว พร้อมทั้งประชาชนจะได้ไม่ประมาท

“ตอนนี้นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่พูดเพียงว่า ตายยังไม่มาก ถ้ามากก็ยังไม่เท่าประเทศอื่น ผมเห็นว่านายกรัฐมนตรีต้องเรียกประชุมชี้แจงให้เป็นระบบ ผมเชื่อว่าประชาชนไม่ต้องการคำปลอบใจว่ายังไม่รุนแรง”

Views: 5

กดแสดงความคิดเห็น

You need to be a member of Chaturon Network. to add comments!

ร่วมเป็นสมาชิก Chaturon Network.

© 2012   Created by Chaturon Network.

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service