จากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทยที่เป็นอยู่และเชื่อมโยงกันนั้น มีสาเหตุจากปัจจัยมากมายหลากหลายซึ่งระบบการศึกษาของไทยก็เป็นหนึ่งในปัญหาเหล่านั้นและคงเป็นปัญหาที่วนลูปเป็นวังวนไม่รู้จบทำให้ประเทศไม่เกิดการพัฒนาเท่าที่ควร ทั้งด้าน ระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง(ปัญหาประชาธิปไตยในไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น) ประเทศของเราพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้มามากมายหลายครั้ง ทั้งการปรับหลักสูตร การเพิ่มระยะเวลาการเรียนฟรีซึ่งก็เห็นได้ว่าไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ประชากรก็ยังไม่ได้รับการศึกษาที่ทั่วถึง (ในความหมายของคุณภาพการศึกษาด้วย) และการแก้ปัญหาบางอย่างก็กลับก่อให้เกิดปัญหาตามมาเช่น นโยบายเรียนฟรี 12 ปี ที่รัฐจะต้องผูกพันค่าใช้จ่ายมหาศาลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงควรมาพิจารณาปัญหาด้านการศึกษากันก่อนว่าจริงๆมันคืออะไร
ทั้งนี้จากการสังเกตของผมปัญหาการศึกษาหลักไม่ได้อยู่ที่ว่าไม่มีสถานศึกษาเพียงพอ แต่อยู่ที่ระบบการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพและขาดแคลนบุคคลากรในการสอน ผมจะขออธิบายให้ได้ฟัง คือ โรงเรียนตามแนวชายแดนหรือพื้นที่ห่างไกล จะขาดครูเป็นอย่างมาก(ในแง่ของคุณภาพด้วย) ทำให้การเรียนการสอนของโรงเรียนเหล่านั้นไม่ดีพอ ลูกหลานที่พ่อแม่พอมีฐานะจะถูกส่งเข้ามาเรียนในโรงเรียนใหญ่ๆของจังหวัดหรือของกรุงเทพ(ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการกระจุกตัวของคนในกรุงเทพและปัญหาการกระจายรายได้ของเมืองใหญ่กับเมืองเล็กอีกด้วย) ระบบสถาบันโรงเรียนในชุมชนเหล่านั้นจึงล่มสลายไป และในระบบโรงเรียนใหญ่ๆ เด็กก็แข่งขันกันกวดวิชาเพื่อเข้ามหาลัย ดังนั้นในมหาวิทยาลัยจึงมักเต็มไปด้วยลูกหลานของผู้มีอันจะกิน ส่วนประชาชนที่อยากไร้ไม่สามารถให้ลูกเรียนพิเศษได้ หรือไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้กับระบบอุปถัมภ์ในวงการศึกษาได้ ก็จะไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ และไม่ได้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยดีๆเช่นกัน ในส่วนสาขาวิชาชีพครูนั้น รายได้ก็ต่ำเกินกว่าจะดึงดูดให้คนเก่งๆมาทำงานเพื่อส่วนรวมในด้านนี้ และขอย้อนกลับมาถึงบุคคลากรที่เมื่อจบการศึกษาดีๆแล้วนั้น ก็ถือว่ามีต้นทุนมาสูงดังนั้นจึงต้องการทำงานดีๆซึ่งมักมีอยู่แต่ในหัวเมืองใหญ่ๆ ประกอบกับคนเหล่านั้นไม่มีความผูกพันในชุมชน(เพราะต้องเข้ามาเรียนหนังสือแต่เด็กๆ) ทำให้คนเหล่านั้นไม่ได้กลับไปทำงานในอันที่จะทำให้ชุมชนเกิดความพัฒนาขึ้นได้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำจึงยิ่งมากขึ้นไปอีก นอกจากที่กล่าวมานี้ยังมีอีกหลากหลายประเด็นที่เป็นปัญหาต่อเนื่องกันมากมายแต่ผมคงไม่สามารถอธิบายได้หมด ซึ่งทุกคนก็รู้ว่ามันมีอยู่จริงในประเทศของเรา ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้ควรจะมาร่วมหาทางแก้ปัญหาที่เป็นวาระแห่งชาติอันนี้กัน
สิ่งที่ผมจะเสนอดังต่อไปนี้ผมทราบดีว่ายังมีจุดอ่อนอีกมากมายหลายจุดและผมเองก็อาจจะยังมองปัญหาได้ไม่รอบด้าน แต่ทั้งนี้ผมอยากให้จุดเริ่มต้นความคิดนี้เป็นที่ถกเถียงและร่วมกันหาทางออกอย่างสร้างสรรค์และปิดจุดอ่อนของข้อเสนอนี้ ซึ่งผมถือว่าก็ยังดีกว่าเราไม่เคยคิดจะเริ่มกันเลย การจะอ้างว่าปัญหามันซับซ้อนหรือ ไม่ใช่หน้าที่ของเราก็เห็นว่าจะไม่ถูกต้องนัก เพราะตัวเราวันนึงก็ต้องมีลูกมีหลาน และคนรอบๆด้านเรานั้นก็คือคนร่วมชาติอันเป็นที่รักของเราทั้งนั้น ดังนั้นผมจึงอยากจะแสดงข้อเสนอในการแก้ปัญหาดังต่อไปนี้ครับ
1. เราควรต้องมีการแก้หลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับสมัยใหม่ เป็นการเรียนแบบเชิงบูรณาการ เน้นการคิดเป็น ความเข้าใจ และการลงมือปฎิบัติของผู้เรียน ไม่ใช่การเรียนแบบท่องจำ และให้เป็นการเรียนอย่างมีส่วนร่วม เปิดโอกาสและพื้นที่ให้เด็กได้แสดงออก ผู้มีความสามารถต้องได้รับการสนับสนุนและผลักดันให้ถึงที่สุด(ข้อนี้คงมีคนคิดมานานแล้วแต่ยังไม่เคยทำได้ซะที)
2. ปัญหาเรื่องบุคคลากรนั้นผมอยากเสนอว่าให้ทำเช่นเดียวกับสายอาชีพหมอ คือ คนที่เรียนด้านครุศาสตร์ จะต้องฝึกงานต่างจังหวัดคนละ 1 ปีเป็นอย่างน้อย เมื่อเรียนจบก็ต้องใช้ทุนตามต่างจังหวัดอีกอย่างน้อย 2 ปี แต่ทั้งนี้การจะทำระบบนี้ได้นั้น รายได้ของครูต้องมีมากพอเป็นแรงจูงใจได้ เช่นเดียวกับสายอาชีพหมอ นอกจากนี้อาจจะทำระบบพิเศษคือ ปั้นเด็กที่จะเป็นอาจารย์ตั้งแต่สมัยมัธยม ซึ่งเรื่องนี้ผมมีตัวอย่างในสมัยเรียนคือ ห้องผมจะมีนักเรียนทุน สควค. คือเด็กกลุ่มนี้จะได้รับทุนจนจบระดับปริญญาในสาขาอาชีพทางวิทยาศาตร์โดยมีเงื่อนไขว่าจบแล้วจะต้องมาเป็นครู เด็กพวกนี้จะมีจิตวิญญาณการเป็นครูที่สูงมากและจบมาเป็นครูที่มีคุณภาพสูงมาก
3. ปัญหาเรื่องระบบการบริหารจัดการการศึกษา ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่และรัฐต้องใช้งบประมาณปีนึงๆที่สูงมากดังเช่นการเรียนฟรี 12 ปี ที่รัฐจะต้องรับภาระอย่างหนัก ปัญหานี้ผมมีข้อเสนอคือเราต้องทำให้ระบบการบริหารจัดการนี้อยู่ได้ด้วยตัวเองเป็นวงจรของมันเอง รัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุนเท่านั้น กล่าวคือ ในปีการศึกษาหนึ่งนั้นเราต้องแบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มยากจนหรือเรียนดี ซึ่งกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนที่น้อยที่สุด กลุ่มเหล่านี้จะต้องได้เรียนฟรี 2. กลุ่มรับทุนเรียนแต่เมื่อจบแล้วต้องกลับมาใช้ทุนซึ่งอาจเป็นรูปเงิน หรือแรงงาน(เช่นกลับมาเป็นครูสอนในสถาบันนั้นๆ หรือแล้วแต่ว่าสถาบันนั้นๆจะจัดความเหมาะสมให้ทำอะไร เช่น อาจจะส่งไปช่วยสอนในพื้นที่ห่างไกล หรือเป็นพนักงานธุรการในโรงเรียนก็เป็นได้) คนกลุ่มนี้ต้องมีเยอะที่สุด 3. กลุ่มเรียนแบบเสียเงินในอัตราที่ค่อนข้างสูง สำหรับพวกมีฐานะและไม่ต้องการการผูกมัดใดๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะถือเป็นรายได้ทางหนึ่งของโรงเรียน จำเป็นต้องมีจำนวนที่มากกว่ากลุ่มที่ 1 แต่คงจะไม่มากเกินกว่ากลุ่มที่ 2 โดยเราอาจต้องใช้หลักทางเศรษฐศาสตร์มาจัดสรรทรัพยากรนี้อีกทีตามสัดส่วนและความเหมาะสม ซึ่งเงินที่โรงเรียนจะได้รับในปีหลังๆนั้นจะมาจากกลุ่มที่3 และการใช้ทุนของกลุ่มที่สอง ทำให้กลายเป็นระบบที่เป็นวัฎจักร และเด็กก็จะค่อนข้างรักในโรงเรียนของตัวเองรักในชุมชน เมื่อมีรายได้ก็จะมาพัฒนาโรงเรียนเพื่อให้ดียิ่งๆขึ้นไปสำหรับลูกหลานของเขาในอนาคต(ต้องอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า การศึกษาระบบนี้จะช่วยให้ชุมชนมีสถานะทางเศรษฐกิจที่โตขึ้น มีความเหลื่อมล้ำกับสังคมเมืองที่ลดลง ทำให้คนสามารถทำงานติดพื่นที่ได้ ซึ่งต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยวิธีอื่นไปพร้อมๆกัน) และรายได้เหล่านี้ยังอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการจ่ายค่าตอบแทนและสวัสดิการแก่ครูได้ โดยที่รัฐไม่ต้องเป็นผู้แบกรับภาระเอง ข้อนี้เองเป็นข้อที่ทำได้ยากสุดแต่เป็นข้อที่ผมคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาเรื่องการศึกษานี้ครับ
4. เรื่องระบบการกวดวิชา ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างลูกหลานของคนมีฐานะกับคนยากจน กล่าวคือลูกหลานคนยากจนจะไม่มีโอกาสได้เรียนพิเศษทำให้ลดโอกาสในการเรียนต่อมหาลัยที่ดีๆ ซึ่งจริงๆแล้วหลายคนบอกว่าถ้าระบบการศึกษาดีเด็กก็จะไม่เรียนพิเศษ ซึ่งเราพิสูจน์มาแล้วว่ามันก็ทำไม่ได้จริง คนก็ยังคงเลิกจะหาสิ่งที่ดีสุดคือการเรียนพิเศษ ดังนั้นเราจะหาจุดที่ทำให้ทุกคนได้ประโยชน์อย่างไร ผมขอเสนอว่า ให้ผู้ประกอบการกวดวิชารายใหญ่ เช่นที่ใช้ระบบ VDO นั้น สามารถหักภาษีได้จากการที่นำเทปเก่า(ไม่ใช่อันล่าสุดแต่ก็ไม่เกิน 1ปี) ที่ไม่ได้ใช้ทำอะไรแล้วนั้นมาถ่ายทอดผ่านดาวเทียมให้แก่เด็กๆจากทุกโรงเรียนในประเทศได้เรียนกันในวันหยุด หรือหลังเลิกเรียน โดยจะต้องคิดอัตราการหักภาษีที่ทางผู้ประกอบการก็ยินดีเข้าร่วมโครงการโดยสมัครใจ ทั้งนี้ผู้ประกอบการเองนั้นคงไม่ต้องห่วงเรื่องที่จะทำให้รายได้ตก เนื่องจากว่าพฤติกรรมของคนนั้นก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ดังนั้นคนที่พอจะมีฐานะก็เลือกที่จะเรียนที่มีการอัพเดดใหม่ที่สุดอยู่แล้ว
5. ต้องทำให้โรงเรียนไม่ใช่เป็นแค่โรงเรียน แต่ต้องทำให้เป็นสถาบัน ที่มีความยั่งยืนเป็นศูนย์รวมของชุมชนดังเช่นวัดในอดีต อาจมีการสอนทางด้านวิชาชีพในวันหยุดสำหรับผู้ใหญ่นอกวัยการศึกษา หรือจัดการศึกษาภาคค่ำสำหรับผู้ใหญ่ จัดกิจกรรมตามเทศกาลต่างๆ สร้างเสริมความสัมพันธ์ของคนในชุมชน ทั้งนี้บางกิจกรรมก็จะเป็นแหล่งนำรายได้เข้าโรงเรียนทำให้โรงเรียนสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้นได้ด้วย
ข้อเสนอที่ผมเสนอมานี้บางข้อก็ยังมีจุดอ่อนอยู่มากหากแต่ทุกคนร่วมกันหาทางออกได้ แม้เพียงสัก 10 เปอร์เซนต์ประเทศเราก็สามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้มาก แต่ทั้งนี้บางปัญหาอาจจะใหญ่เกินแก้หรือไม่ก็จริงๆแล้วบางปัญหานั้นอาจมีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุผลที่ไม่มีเหตุผลเลยก็ได้ ดังเช่นเรื่องการพัฒนาประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำทั้งทางรายได้ การศึกษา และโอกาสต่างๆ ที่เราไม่ได้ทำกันจริงจังนัก อาจเกิดจากบุคคลบางพวกที่ไม่อยากให้ประเทศเราพัฒนาได้นัก ซึ่งสาเหตุที่เค้าไม่อยากให้พัฒนานั้น อาจจะเป็นเพราะเมื่อเกิดการพัฒนาแล้วคนเหล่านั้น อาจจะเสียอำนาจในการปกครอง อำนาจทางเศรษฐกิจ การผูกขาด หรือ อำนาจในการแข่งขันก็เป็นได้ ซึ่งปัญหาคือ กลุ่มคนเหล่านั้นมีความสามารถออกแบบประเทศเราเป็นอย่างนั้นได้(เช่นกันปัญหาเรื่องประชาธิปไตยในไทยก็อาจมีสาเหตุมาจากเหตุผลนี้) เคยมีคนกล่าวว่าประเทศทุกประเทศที่เป็นอย่างนี้เพราะเค้าเลือกที่จะเป็นอย่างนี้เอง ซึ่งผมเห็นด้วยว่าอาจจะจริง อย่างอเมริกาเองนั้นก็เลือกที่จะไม่สนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำเลยในอเมริกาจึงมีความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก แต่ยุโรปเหนือสนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำมาก ทำให้เค้าหาทางพัฒนาและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง แล้วไทยเราล่ะจะเป็นแบบไหน คงอาจจะเลือกเป็นเหมือนอเมริกาเพียงแต่ว่าเราไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยแบบเค้าก็เท่านั้นเอง ดังนั้นตราบที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ร่วมกันคิดร่วมแก้ปัญหา มีแต่ติไม่มีชม มีแต่ค้าน ไม่มีคิด ประเทศเราก็จะลุ่มๆดอนๆจนประเทศเพื่อนบ้านจะแซงเราไปหมดแล้วเช่นนี้แล ช่วยๆกันเถอะครับ(“,)
จาตุรนต์ อำไพ
You need to be a member of Chaturon Network. to add comments!
ร่วมเป็นสมาชิก Chaturon Network.