Chaturon Network.

ก้าวไปพร้อมกับจาตุรนต์ ฉายแสง | Walk with Chaturon Chaisang (officially).

การเมืองที่ดี ก็ควรต้องเข้าใจการเมืองให้ดี

การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ทุกน่าจะยอมรับกันได้แล้ว มันไม่ใช่เรื่องเทวดามาโปรด
(ขนาดเทวดาคนจีนยังเซ่นไหว้หมูเป็นตัวๆเลย บางทีมีเหล้าขาวด้วยซ้ำ)

การยอมรับว่าการเมืองคือเรื่องของการแบ่งประโยชน์ระหว่างคนในชาติ ยอมรับความจริงกันให้ชัดๆของคนในชาติ น่าจะสำคัญต่อการเมืองที่ดี ความเป็นธรรมไม่ใช่เรื่องของการมานั่งหลังน้ำตา มันคือความมีสติว่ามนุษย์ทุกคนต่างก็มีหัวใจ ดังนั้นกฎเกณฑ์แรกสุดที่จะปฏิบัติต่อคนในรัฐอย่างเท่าเทียม อย่างมั่นใจได้ว่ามันจะไม่อคติมาตั้งแต่แม่บทของกฎข้ออื่นๆที่อาจจะต้องตรวจสอบกันต่อไป คือ กฎเกณฑ์ประชาธิปไตยแบบที่เป็นประชาธิปไตยที่ยอมรับความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ไม่ใช่หรือ

ประชาธิปไตยแบบที่คนจะล้มรัฐธรรมนูญฉบับเก่าได้ ก็คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่ผู้สำเหนียกว่าเป็นปัญญาชนเพียงกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ผู้ที่สำเหนียกว่าตนเป็นผู้มีอำนาจที่หวังดีต่อประเทศเพียงหยิบมือหนึ่ง

บ้างอาจจะว่ายังไม่เหมาะ ได้ยินหนาหูเหลือเกินในหมู่ปัญญาชนคนรุ่นใหม่การศึกษาดี “ ประเทศนี้ยังไม่เหมาะกับประชาธิปไตย เพราะรากหญ้ายังไม่รู้จักแยกแยะ เห็นเงินเป็นอำนาจ และชอบแต่จะรับความช่วยเหลือจากรัฐ ไม่ยอมช่วยตัวเองตกเป็นเหยื่อนโยบายประชานิยม”

ปัญญาชนคะ ถ้าจะอยู่ในเคสว่าประชาธิปไตยยังไม่เหมาะ คุณก็ช่วยนับทัศคติของปัญญาชนที่มองปัญหาประชาธิปไตยแบบนี้แล้วสรุปว่าไม่เหมาะเข้าไปใน การตัดสินว่าประเทศนี้ไม่เหมาะกับกฎเกณฑ์อันศิวิไลซ์ในความนับถือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานด้วยเถอค่ะ ว่าที่ไม่เหมาะส่วนหนึ่งก็เพราะปัญญาชนในประเทศยังมีวิธีการตัดสิน สรุปปัญหาอย่างนี้อยู่

แต่หากยอมรับว่ากฎที่นับถือในความเป็นมนุษย์ผู้มีสิทธิ์มีเสียงในแผ่นดินของตนอย่างเท่าเทียม อย่างประชาธิปไตยว่าเหมาะก็ขอเสนอว่าเพราะการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ไง มันไม่ใช่เรื่องของปัญญาสูงส่งอะไร มันคือเรื่องของการคำนึงถึงปากท้องและข้อจำกัดของทรัพยากร นั่นจึงอธิบายว่าทำไมการยอมรับเสียงส่วนใหญ่ที่อาจจะไม่ใช่เสียงแห่งปัญญา จึงหมายถึงความเป็นธรรมต่อสังคมโดยภาพรวมที่สุดเท่าที่จะหาได้
ประชาธิปไตยจึงเหมาะเพราะมันสากล อะไรที่มันเป็นความเป็นธรรมพื้นฐานต่อความเป็นมนุษย์มันย่อมสากล แต่ในการจะทำประชาธิปไตยให้ใช้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพในการบริหารเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาตินั่นก็คงต้องอาศัยปัญญา อาศัยผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาข้อดีเข้อเสียของนโยบายต่างมาร่วมเสนอและร่วมคัดค้าน ผู้ที่ว่ารู้ก็ช่วยแสดงเดชตรงนั้นให้ดีเถอะค่ะ

หากคุณเป็นปัญญาชน อยากจะช่วยให้คนรากหญ้าที่คุณอาจพิจารณาว่าโง่และโลภ ขี้เกียจ ได้แสงสว่างโปรดคิดสักนิดว่า ใช่เหรอด้วยการช่วยเขาโดยล้มกฎเกณฑ์ที่นับถือสิทธิมนุษยชน แล้วคุณจะหวังสังคมแห่งปัญญาได้อย่างไร ถ้าการเมืองยังเป็นเรื่องของการเซ่นไหว้ไม่ใช่เรื่องของการเคารพกฎ แล้วคุณจะมีการศึกษาไปหนักหนาทำไมถ้าคุณไม่ได้หวังใจในสังคมที่ทุกคนจะร่วมกันอยู่อย่างมีปัญญา

ในเมื่อการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ ก็ขอให้มันเป็นอย่างมีกติกาไม่ดีกว่าเหรอคะ
เราต้องการประชาธิปไตย เราต้องการการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้ามาร์คจะอยู่ก็ขอให้อยู่เพราะอำนาจของรัฐธรรมนูญของประชาชนเถอะ

Views: 56

ตอบกระทู้นี้

ความคิดของบางคนที่ว่าประเทศใดจะเหมาะกับระบอบใหนหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกับคนๆ นั้นว่าความคิดเห็นเช่นว่านั้นไม่เหมาะที่จะสนทนากันเลยด้วยซ้ำ เพราะระบอบการปกครองไม่ว่าระบอบใหนได้ผ่านการเรียนรู้และใช้งานมาหลากหลาย และการประยุกต์ใช้ซึ่งมันไม่มีอยู่จริงว่าประยุกต์ระบอบการปกครองให้เข้ากับประเทศใด เพราะหลักการเท่านั้นที่เรานำมาใช้ไม่ว่าระบอบใด ส่วนอื่นเป็นเพียงเรื่องปลีกย่อยซึ่งทกประเทศไม่เหมือนกัน
ระบอบประชาธิปไตยที่มีผู้กล่าวกันบ่อยๆ (โดยเฉพาะทัศนคติที่มาจากคนที่ "คิดว่าตนเองเป็นปัญญาชนหรือมีการศึกษา") ว่าไม่เหมาะหรือไม่เข้ากับสังคมไทยบ้างหรือดูหมิ่นถิ่นแคลนประชาชนต่างถิ่น (ที่มีวัฒนธรรมต่างในบางเรื่องและวิถีีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่) ว่าด้อยพัฒนาในเรื่องความรู้ความเข้าใจต่อระบอบการปกครอง ทำให้ตัดสินว่าคนเหล่านั้นซึ่งโดยพื้นฐานหมายรวมถึงตนเองด้วยไม่สมควรใด้รับโอกาสในการแสดงความเห็นที่เป็นธรรม (ซึ่งเป็นหลักการที่เป็นหลักเบื้องต้นของระบอบประชาธิปไตย) และมีทัศนคติที่กินความหมายไปว่าไม่สมควรที่คนกลุ่มนี้จะถูกปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่คนพูด (ที่คิดว่าตนเป็นปัญญาชน) ไม่เข้าใจหลักการอะไรเลยแม้แต่หลักการปกครองพื้นฐาน ไม่ว่าจะสังคมนิยม เสรีนิยมประชาธิปไตยหรืออื่นๆ ที่มีในตำราและไม่มี
เพราะโดยพื้นฐานแล้วประชาชนมีส่วนได้เสียในรัฐเท่าๆ กัน การปกครองเป็นเพียงการกำหนดกรอบการจัดสรรทรัพยากรในประเทศที่มีอยู่แจกจ่ายและเพิ่มมูลค่าเพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศและประชาชนให้มีกินมีสุข เพราะหลักคิดของการปกครองคือทำอย่างไรให้ประชาชนไม่ลุกฮือมาไล่ล้อมผู้ปกครอง
และเมื่อประชาชนมีความสุขตามทัศนคติที่ประชาชนมีต่อรัฐซึ่งเป็นผู้ปกครอง สิ่งที่ดำเนินต่อไปก็เป็นเรื่องอื่นที่รัฐจะกระทำ
การมาบอกว่าประชาชนคนไทยยังไม่มีความรู้ (โง่) ในเรื่องประชาธิปไตยไม่ใช่คำตอบของเรื่องที่ว่าประเทศนี้จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของอะไร เพราะทัศนคติที่ว่านั้นมีอคติในวิธีคิดที่ยกตนเองเป็นศุนย์กลางของปัญหา (เพราะคิดว่าประชาชนบ้านนอกโง่เลยทำเรื่องดังว่าและได้คนไม่ดีมาปกครอง) เหมือนกับที่เราพยายามบอกใครต่อใครว่าการกระทำใดดีไม่ดี คนใหนดี คนใหนชั่ว ซึ่งเรื่องทั้งหมดไม่มีจุดร่วมที่เป็นหลัก การ เอาอารมณ์มาตบแต่ง
ทัศนคติที่ว่าก็เช่นเดียวกัน เพราะหากคิดว่าคนอื่น (คนบ้านนอกหรือชนบท ที่คนพูดคิดว่าไม่มีความรู้ในระบอบการปกครองประชาธิปไตย) ไม่รู้เลยต้องพาลบอกยกเลิกหรือมีทัศนคติที่เอนเอียงต่อระบอบนี้เพราะเรื่องแค่นี้ (ซึ่งคิดว่าคนเหล่านี้สร้างปัญหา) มันก็จะไม่ต้องทำอะไรกันเลย มันก็จะต้องไม่คิด ไม่พยายามสร้างความรู้ความเข้าใจ โดยคนที่พูดเองด้วยต้องเป็นผู้ให้ความรู้กับคนที่ตนมีทัศนคติที่ว่านั่น เพราะตามทัศนคติที่ว่านั้นหลักการที่สะท้อนออกมาคือคนพูดย่อมต้องรู้จริงและรู้มากกว่าชาวบ้านที่ถูกกล่าวหา ถึงได้สามารถบอกว่าใครมีหรือไม่มีความรู้ในเรื่องประชาธิปไตย
การศึกษาประชาธิปไตยเป็นเรื่องดีงามและสมควรหาทางเผยแพร่ให้แก่สาธารณะชนเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วและเข้าใจในหลักการที่ถูกต้อง ประเทศจะค่อยๆ เจริญถ้าคนส่วนใหญ่ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งและทั้งหมดนั้นพยายามไปใช้สิทธิ์ที่ว่า มีความรู้และความเข้าใจที่ดีต่อเรื่องที่ตนเองคิดว่าไม่มีส่วนร่วมเช่นเรื่องการเมือง
ปัญญาชนทั้งหลายที่มีทัศนคติเช่นที่ว่าขอให้ออกเดินทางทางความคิดเพื่อแสวงหาโอกาสที่มีค่าในการเผยแพร่หลักการประชาธิปไตยที่พวกท่านคิดว่าตนเองมีความรู้ดีกว่าชาวบ้านในชนบท เพื่อจะได้ยังประโยชน์แก่ประชาชนคนในชาติและประเทศชาติต่อไปในอนาคต
หลังจากออกเดินทางทางความคิดสิ้นสุดลงแล้ว หากสามารถลงมือปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันได้ก็จงลงมือทำ

หากท่านเหล่านั้นได้ลงมือทำจริงๆ แล้ว เราค่อยมาพูดกันว่าบ้านเมืองของเราสมควรปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่?
ความจริงก็คิดอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ ว่าจะพิจารณาว่าประเทศหนึ่งๆนั้นควรปกครองในระบอบไหนไม่ค่อยเหมาะต่อการมาสนทนาถกเถียง เคยโดนเพื่อนตีแสกหน้าหลายครั้งว่าประเทศไทยก็คือ "ประเทศไทย" มีลักษณะเฉพาะ

แต่สำหรับในแง่ของประชาธิปไตยที่เป็นนิยาม (เท่าที่ทราบนะคะ) ดูจะสื่อถึงการตัดสินใจโดยดำเนินตามผลของเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งก็สะท้อนว่าให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าเขียวเหลืองแสดแดง

ในความรู้สึกของเรา คิดว่าความเท่าเทียมในจุดนี้เป็นสิ่งที่สากล ไม่ต้องเถียงกันให้มากความ คุณก็คนผมก็คน คุณคิดว่าคุณรู้ ผมก็รู้เหมือนกันว่าผมต้องการอะไร

คุณจะอ้างความเจริญแบบเมือง ผมก็อ้างวิถีแบบชนบทได้ คุณอยากโก้หรู ผมชอบธรรมชาติ คุณบ้างาน ผมบ้าเสียงแห่งพงไพร

ดังนั้นจากเท่าที่ทราบเนื้อหาของมัน และคอมมอนเซนส์แบบคนทั่วไป ค่อนข้างแน่ใจว่าโดยพื้นฐานแล้ววิถีประชาธิปไตย เหมาะกับทุกสังคมมนุษย์ เพราะหลักแบบประชาธิปไตยมันไม่เอื้อให้ใครแสดงความเป็นศูนย์กลางในการตัดสินเรื่องต่างๆได้ ระบบจะตัดสินโดยความต้องการส่วนใหญ่ของระบบเอง

แต่ก็เห็นด้วยมากค่ะว่าจะต้องช่วยกันเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยให้เป็นที่เข้าใจ ให้เป็นที่เข้าใจอย่างทั่วถึงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทางหนึ่งก็คิดว่าสนับสนุนบุคคลที่จะช่วยขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร้กังขา ทางหนึ่งเราก็คงต้องทำอย่างที่ทำอยู่นี้หรือมากกว่านี้ถ้าคิดอะไรกันออกอีก ก็สร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจในเรื่องนี้ให้หยั่งรากแก้วลงในสังคมได้สักวัน

ขอบคุณคุณ P>D>S>R เช่นกันนะคะที่มาร่วมด้วยช่วยกันมาตั้งแต่ต้น ตามอ่านบทความคุณอยู่เรื่อยๆค่ะ เห็นว่าร้อนแรงสะกิดความรู้สึกและมีหลากหลายดี อ่านแล้วคันอยากจะคิดต่อ ว่าแล้วต้องแวะเข้าไปที่ จ.ฟอรั่มสักหน่อย
เห็นด้วยครับเป็นอย่างยิ่ง
ปัจจุบันนี้ความล้าหลังทางปัญญามันแซงหน้าความจริงที่ว่าคนเรานั้นไม่รู้มากไปกว่าที่ตนเองรู้เสียแล้ว ผมอ่านหนังสือเรื่องอะไรจำไม่ได้แต่ว่าจำประโยคหนึ่งของหนังสือเล่มนั้นได้ว่า "ส่วนใหญ่แล้วคนมักคิดว่าตนเองฉลาดกว่าคนอื่น และมองคนอื่นว่าโง่กว่า" ตัวละครอีกตัวเสริมว่า "เกือบทั้งหมดมักคิดผิด"

ไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ไม่ว่าลัทธิใครจะเป็นที่นิยมมากกว่าหรือขยายปริมณฑลประชากรได้มากกว่ากันแต่ทั้งคู่มีเหมือนกันนั่นคือ "การยึดติด" ยึดติดว่าตนเป็นเหลือง ตนเป็นแดง ความคิดที่ว่านี้ไม่มีประโยชน์ที่ใครก็ตามที่อาสาจะโปรดสัตว์เทศนาสั่งสอนไม่ว่าหลักการใดๆ หรือตรรกะใดๆ และยิ่งหลักการที่ตรงข้ามกับความเชื่อของทั้งสองกลุ่มด้วยแล้ว ไม่ต้องเอ่ยปากเลย

การยึดติดนี้เป็นตัวคั่นสติปัญญาให้คนเราไม่เข้าถึงข้อมูลที่มีค่าในการประกอบการตัดสินใจ

บางคนบอกว่าตนเองรู้เรื่องการเมืองดีกว่าและมากกว่าคนที่คิดประดิษฐ์คำว่าการเมืองจะนึกถึงคำนี้ได้เสียอีก

ที่เป็นห่วงไม่ใช่เรื่องคนไม่รู้ระบบประชาธิปไตยหรือระบบการเมือง แต่ที่เป็นห่วงคือคนที่คิดว่าสิ่งที่ตนเองเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองเข้าใจว่าใช่ในสิ่งที่คนอื่นบอกว่าใช่

เสื้อแดง เสื้อเหลืองเป็นเพียงลัทธิที่พยายามขยายปริมณฑลที่ว่า ไม่ต่างไปจากลัทธิอื่นๆ ที่มนุษย์เคยพานพบมาเหมือนอย่างกับธุรกิจสินค้าขายตรง ใครได้คนเป็นพวกมากกว่าย่อมเหนือกว่า ปัญหาคือเรื่องที่ขายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากสำหรับเรา

เสื้อแดงนั้นตอนนี้ยอดขายพุ่งสูง ส่วนเสื้อเหลืองนั้นตอนนี้อิ่มตัว ต้องหาสินค้าใหม่ๆ มาทำตลาด เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจแต่อย่างใด หากเราจะเห็นว่าทั้งเสื้อเหลืองและแดงต่างงัดเอาข้อมูลเด็ดที่จะสามารถเรียกคะแนนนิยมเอามาโชว์ได้

ไม่มีใครถูกใครผิดเพราะมันเป็นลัทธิ ตราบเท่าที่ลัทธินั้นไม่ทำอันตรายแก่ใคร สุดท้ายคนที่เชื่อในลัทธิเองนั่นแหละจะเป็นผู้ทำลายลัทธิที่ตนเคยเชื่อ

ปัญหาของประชาธิปไตยไทยไม่ใช่เรื่องไม่รู้หรือมีคนไทยไม่เข้าใจในระบบฯ หากแต่ปัญหาที่ใหญ่มากของประชาธิปไตยคือความเชื่อที่นำมาใช้บิดเบือนหลักการที่มีมา

ผมถึงบอกไงว่า

"ส่วนใหญ่แล้วคนมักคิดว่าตนเองฉลาดกว่าคนอื่น และมองคนอื่นว่าโง่กว่า...... เกือบทั้งหมดมักคิดผิด"

ทำสิ่งที่เราเชื่อมันยังไม่ก็พอ... :) :) จริงใหม?
จริงค่ะที่สุดเลยค่ะ
ถ้าระบอบประชาธิปไตยคือ ทุกคนมี สิทธิเท่าเทียม และมีเสรีภาพทางความคิด ( ตามกฏหมาย "ที่เป็นธรรม" ) ไม่ว่าจะใช้เวลาไหนมันก็เหมาะสมในตัวมันสำหรับมนุษย์ทุกชนชั้น ทุกๆคนในสังคมนี้มีสิทธิ์ในความเป็นคนเหมือนกัน ฉนั้นไม่ว่าใครก็ต้องมีสิทธิ์ สัมผัสประชาธิปไตยที่เป็นธรรมได้โดย ไม่เกี่ยวกับชาติกำเนิดและการศึกษา
เมื่อวานพึ่งได้เห็น twitter ของสุทธิชัย หยุ่น เกี่ยวกับ โอบามาซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับรางวัลโนเบลสาชาสันติภาพไป

@Suthichai Yoon โอบามาบอกเสรีภาพการแสดงออกและประชาธิปไตยเป็น "ค่านิยมสากล" ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือจีน

RSS

© 2012   Created by Chaturon Network.

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service