ก้าวไปพร้อมกับจาตุรนต์ ฉายแสง | Walk with Chaturon Chaisang (officially).
พท.ควรมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการศึกษาของชาติ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตัวอย่างเช่น
- ระยะสั้น นอกจากให้เด็กมีแล็บทอปและใช้ wifi สาธารณะแล้ว สิ่งที่จะทำให้ชาวบ้านเข้าใจและคิดว่าเขาได้ประโยชน์โดยตรงคืออะไร ยกตัวอย่างเช่น ในเมื่อจะให้เกษตรกรมีบัตรเครดิตไว้ซื้อุปกรณ์ทำการเกษตรแล้ว ก็อาจใช้กลยุทธ์คล้ายๆกันกับผู้ปกครองของนักเรียนและนักศักษาด้วย ที่ผ่านมามีการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาแล้ว การใช้บัตรเครดิตเพื่อชำระค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เก่ยวข้องกับการเรียนจะสามารถผ่อนภาระของผู้ปกครองไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่แต่ผ่อนชำระได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้ไม่ว่าคนมีฐานะดีหรือคนมีรายได้น้อยได้ก็จะใช้ประโยชน์ทั้งหมด (โดยเปรียบเทียบกับ ปชป.ที่บอกว่าผลงานสำคัญของเขาคือการให้เรียนฟรี ซึ่งไม่จริง ตรงนี้เวลาปราศรัยหาเสียงให้นำใบเสร็จรับเงินของผู้ปกครองมาแสดงด้วย) เน้นสนับสนุนกิจกรรมของเด็กและเยาวชนที่เกี่ยวกับการแสดงความสามารถด้านศิลปะ(ดนตรี/การแสดง) วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ด้านสังคม (ให้เด็กมีจิดสาธารณะ)
- ระยะกลาง เรื่องการสร้างโอกาสในการทำงานเมื่อจบการศึกษา การกำหนดค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและเพียงพอ (พท.ประกาศนโยบายนี้แล้วแต่ต้องย้ำให้ชัดๆมากขึ้น) ยกตัวอย่างเช่น ในภาครัฐที่ขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษาที่มีอัตราบรรจุไม่เพียงพอและไม่มั่นคง ส่งผลถึงคุณภาพการศึกษา และไม่จูงใจให้คนอยากเข้าเรียนเพื่อออกไปเป็นครูอาจารย์เพราะรายได้ต่ำและตำแหน่งก็ไม่เพียงพอ ฯลฯ
- ระยะยาว ต้องกำหนดวิสัยทัศน์ของชาติด้านการศึกษา ที่ต้องเน้นการสร้างคนไปพัฒนาประเทศ สร้างคนที่จะต้องมีความเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การอยู่ในสังคมโลกอย่างมีส่วนร่วมและมีความสุข เน้นการใช้ภูมิปัญญาไทยและเอเชียที่โดดเด่น ต้องสนับสนุนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ต้องสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา การใช้นวัตกรรมในการพัฒนาประเทศ (ต้องให้ความสำคัญกับสถาบันอุดมศึกษาที่มีบทบาทในการพัฒนาประเทศและมีบุคคลากรที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อสังคมและการเมือง)
Tags:
Permalink Reply by กิตติพงษ์ ราชเกษร on May 27, 2011 at 10:13 เรื่องการศึกษาผมว่าสำคัญมากครับคุณ mayuree อย่างที่ผมพอได้ติดตามท่านจาตุรนต์ตอนอยู่กระทรวงศึกษาธิการ ท่านก็เป็นคนเริ่มคิดในเรื่องของการนำ สายศิลป์ภาษาจีน เข้ามาในการศึกษาซึ่งเป็นการมองที่ไกลพอสมควร เพราะตอนนี้ ประเทศก็ถือได้ว่าเป็นประเทศมหาอำนาจและยังเป็นกำลังการผลิตของโลกอีกด้วย ส่วนเรื่องเรียนนั้นของรัฐบาลนี้ไม่สามารถทำให้เด็กเรียนฟรีได้จริง ผมก็หวังว่าอยากให้รัฐบาลที่จะเข้ามาใหม่(ไม่ว่าจะพรรคไหน) ให้เด็กมีโอกาสเรียนฟรีโดยที่ดูจากรายได้ของพ่อแม่ เพื่อช่วยเด็กให้มีอนาคตที่ดีได้ครับ
ส่วนเรื่องครูหรือบุคลากรผมมองว่านโยบายตอนนี้มันแย่ครับ แย่ตรงที่ว่าวางแผนให้นักศึกษาเรียน6ปี จาก5 ปีและเงินเดือนครูก็ไม่เท่าหมอ ไม่เท่าวิศวกร แล้วเด็กจะมีแรงบรรดาใจได้อย่างไร ซึ่งเด็กและเยาวชนก็จะไปสนใจด้านอื่นที่มีรายได้มากกว่า เรียนง่ายกว่า เรียนน้อยกว่า เพราะฉะนั้นผมมองว่าในเรื่องครูอาจจะต้องจำกัดเฉพาะด้านว่าจะสอนนักเรียนด้านไหน เพื่อลดเวลาในการเรียนและไปเพิ่มในประสบการณ์และเทคนิคการสอนให้มากขึ้น
และที่สำคัญ ปัจจุบันผมเห็นเด็ก...คงต้องใช้คำว่า "บ้าเรียน" ถึงมืดถึงค่ำ ซึ่งในสมัยผมนี้เรียนวันสองวัน แล้วนอกนั้นก็ไปเตะบอล เดินเล่น มีอิสระในชีวิต แต่เดี๋ยวนี้ไม่เลย ผมไปสยาม 3 ทุ่มเห็นเด็กพึ่งเลิกเรียนพิเศษ คิดแล้วก็สะท้อนใจว่าการศึกษามันทำให้เด็กคิดไม่เป็น เริ่มมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น บริโภคแต่วัตถุนิยม...ถ้าเป็นผม ผมอยากให้เปลี่ยนแปลงการศึกษา ให้เน้นไปที่ประสบการณ์และความคิดมากกว่าที่จะมานั่งจำแบบขอไปทีเพื่อเอาไปสอบครับ
ปล.ไม่รู้ตอบตรงประเด็นบ้างรึเปล่าครับ - -"
1. ควรสำรวจศักยภาพของประเทศในด้านต่างๆและวางยุทธศาสตร์ให้ชัดเสียก่อน จากนั้นค่อยมาดูว่าไทยเราขาดบุคคลากรด้านไหนบ้างและเร่งพัฒนาให้สอดคล้องกับเป้าหมาย
2. จากข้อแรกควรให้ความสำคัญและยกระดับอาชีวศึกษาให้ได้มาตรฐานและลบภาพว่าเด็กเรียนอาชีวะคือเด็กเกเรให้ได้ ประเทศเราพัฒนาสายปริญญามากจนเกินไป ส่วนหนึ่งมาจากค่านิยมที่ว่าจะยังไงต้องจบปริญญาไว้ก่อนถึงจะได้รับการยอมรับ ซึ่งทำให้ไทยขาดบุคคลากรที่ชำนาญในงานที่ต้องใช้ฝีมือและเทคนิคอย่างพวกอาชีวะเป็นอย่างมาก
3. น่าจะลองศึกษาวิธีการสร้างบุคคลากรด้วยระบบเดียวกับที่ผลิตหมอ อาจทำเป็นรูปแบบว่าคนที่เรียนครุจะได้รับทุนการศึกษาแต่ต้องไปใช้ทุนเหมือนหมอ โดยจะต้องคัดคนที่มีคุณภาพและปั้นให้ถึงที่สุด แน่นอนฐานเงินเดือนก็ควรเป็นอีกปัจจัยนึงที่ต้องได้รับการพิจารณา เบื้องต้นควรให้ความสำคัญกับมหาลัยที่อยู่ในท้องที่ เด็กที่เรียนครุในมหาลัยเหล่านั้นควรฝึกงานกับโรงเรียนในท้องถิ่นนั้นเช่นกัน กล่าวคือให้มหาวิทยาลัยเป็นหัวรถจักรในการดูแลระบบการศึกษาของท้องถิ่นนั้นๆโดยแบ่งเขตความรับผิดชอบกันไป
Permalink Reply by mayuree phanchuen on May 31, 2011 at 9:56 แนวคิดของท่านมีประโยชน์มาก อย่างไรก็ดีในช่วงของการรณรงค์เพื่อการเลือกตั้งของพรรคการเมือง การชูยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในประเด็นการศึกษาของประเทศอาจต้องแสดงความชัดเจนให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างสัมผัสจับต้องได้จริง ส่วนการกำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศด้านการศึกษานั้นก็จำเป็นอย่างยิ่งที่พรรคต้องกำหนดขึ้นอาจภายหลังชนะการเลือกตั้งและได้อำนาจบริหารประเทศแล้ว
Permalink Reply by กิตติพงษ์ ราชเกษร on May 31, 2011 at 11:47
Permalink Reply by ธนันท์ชัย ฐิติภัทร์วงศ์ on June 11, 2011 at 22:04 เรื่องการศึกษา ต้องแก้หลายอย่าง
1.เรื่องครู ปัจจุบัน เงินเดือนครู+เงินวิทยะฐานะ ก็ไม่น้อย แต่ทัศนะคติครูสว่นหนึ่ง ไม่เน้นสอนในห้อง เพื่อหาประโยชน์จากการสอนพิเศษ เพราะเรื่องเกรด มีผลกับเด็กตั้งแต่ ม.ต้น ต้องใช้ในการพิจารณาเรียนต่อ ม.ปลาย ส่วนเกรด ม.ปลาย มีผลต่อ คะแนนเข้า มหาวิทยาลัย ทำให้ครูส่วนหนึ่ง คิดทำมาหาได้จากเด็ก ไม่คิดว่าผู้ปกครองต้องลำบากหาเงินค่าสอนพิเศษ และทำให้เด็กใช้เวลากับการเรียนมาก
2.การผลิตครูไม่มีคุณภาพพอ ครูส่วนหนึ่ง จบมา สอนเด็กไม่เป็น ในวงการก็รู้กันว่าสถาบันที่สอนทางครูเก่งๆ มีอยู่ไม่กี่แห่ง เน้นว่าสอนคนให้มาเป็นครูต้องมีความสามารถถ่ายทอดได้
3. เรื่องเงินเดือนตันของข้าราชการทุกหน่วย ควรเลิกได้แล้ว นี่เป็นสาเหตุ ของการหมดกำลังใจในการทำงาน และต้นเหตุการทุจริต เรื่องอื่น เพื่อให้ตัวเองได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง ไม่งั้นถ้าอยู่ตำแน่งเดิม ขั้นก็ตัน เงินเดือนก็ตัน
4. ส่วนครูก็ต้องดิ้นรน ทำ อาจารย์ 3 ไม่งั้นเงินเดือนตัน ต้นเหตุของการลอกผลงาน/จ้างทำผลงาน/ให้ผลประโยชน์กรรมการที่พิจารณา
5. ควรยกเลิกเงินประจำตำแหน่ง อาจารย์ 3 แล้วเอาเงินส่วนนี้มาเป็น งบประมาณจ้างครูเพิ่ม หรือ เป็นincentive ให้ครูที่สอนดีและมากชั่วโมง โดยการวัดผล ด้วยวิธีทำแบบสอบถามจากนักเรียน นอกจากนี้ พวกได้อาจารย์ 3 ส่วนใหญ่ มักจะไม่สนใจในการสอน ชอบหลงตัวเอง ติดการสอนแบบสั่งงานเด็กลูกเดียว
6 .วิสัยทัศน์ ผู้บริหารกระทรวง ห่วยมากๆ เพราะเดี๋ยวนี้ ผู้บริหารกระทรวงไม่เคยผ่านงานบริหารโรงเรียน มาก่อน ผอ.โรงเรียนทั้งหลาย
เกษียรในตำแหน่ง ผอ. ไม่มี โอกาสก้าวหน้าขึ้นกระทรวงเหมือนสมัยก่อน ( เช่นสมัยก่อน อาจารย์ผม อ.สุวรรณ จันทร์สม จากผอ.รร. ไป เป็น หน.กองการมัธยม แล้วขึ้นรองอธิบดีกรมสามัญ) สมัยนี้ไม่ทราบว่าช่องทางความก้าวหน้าเป็นแบบไหน รู้แต่ว่า ผอ.รร.เดี๋ยวนี้ เตรียม เกษียน ในตำแหน่งผอ.รร. ส่วนพวก ผอ. เขตการศึกษาไม่รู้ว่ามีความชำนาญในการบริหารโรงเรียน แค่ไหน
7.เดียวนี้ ครูให้งานเด็ก มากไป ครูไม่คิดด้วยซ้ำ้ว่าถ้าเด็กฐานะไม่ดี ไม่มี คอมพิวเตอร์ใช้จะเป็นปํญหากับเด็กและผู้ปกครองแค่ไหน และที่หน้าเศร้า ครูบางคนให้งานเด็กเยอะๆ เพื่อตัวเองจะได้รวบรวมไปทำผลงานอาจารย์3
8. ส่วนกระทรวงและเขตการศึกษา ก็ให้งานครู ทำงานด้านเอกสารมาก จนครูเองไม่มีเวลา เตรียมการสอน
9. การอบรม.ดีๆเช่น ของ สสวท. ครูก็มีโอกาสเข้าถึงน้อย กระทรวงควรสนับสนุนงบประมาณ และทำความเข้าใจกับผู้บริหารสถานศึกษาให้อนุญาตฺ ให้ครูในสังกัดไปอบรม (บางแห่ง สสวท.เชิญแต่ ผอ. ไม่อนุญาต เช่น โรงเรียนประถ บางแห่งทางอีสาน)
10 หนังสือเรียน เป็นแหล่งผลประโยชน์ที่ควรชำระล้างได้แล้ว ไม่เข้าใจจริงๆว่าหนังสือเรียนสมัยนี้ทำไมถึงใช้ต่อกันไม่ได้ ทำให้ต้องมีค่าหนังสือทุกปี
11 ระดับ มหาวิทยาลัย ก็แปลก เดี๋ยวนี้ใน มหาวิทยาลัยปิดบางแห่ง ลงทะเบียนเรียน ทาง มหาวิทยาลัย ลงทะเบียนแบบเหมาจ่ายให้เสร็จ
แทนที่จะให้เด็กมีโอกาสจัดวิชาเรียนเอง เพื่อให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้การตัดสินใจด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาความคิด/ความรับผิดชอบ ต่างๆด้วยตัวเอง
12 แค่นี้ก่อนครับ หวังว่า คุณจาตุรนต์หรือท่านอื่นๆจะได้รับฟังความเห็นผมจากแง่มุม ที่ครอบครัวของผม พ่อ-แม่-เมียเป็นครู
© 2012 Created by Chaturon Network.